Monday, 26 October 2015

Germany, here I am! :: Day 0 | The First Step


1 กันยายน 2015

ตีสามครึ่ง

แอพนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์ทำงาน วันนี้แล้วที่จะได้ออกเดินทางไปตามหาหัวใจ...ฮิ้วววว~ ฮ่าๆๆ เครื่องไปมาเลเซียออกจากดอนเมือง 8:40 ก็เลยตั้งใจว่าจะไปถึงสนามบินซัก 6 โมงครึ่ง แต่เพื่อนในกลุ่มแนะนำว่าไปถึงตีห้าครึ่งเถอะ... เราก็เลยทำตามคำแนะนำของเพื่อนๆ 

ตอนที่บอกเพื่อนในกลุ่มว่าจะไปเยอรมันคนเดียวทุกคนดูเป็นห่วงเรามาก ไม่ได้ห่วงเรื่องความปลอดภัยหรืออะไรหรอกนะ ห่วงกลัวว่าเราจะหลง! ฮาาาา คือกลัวว่าจะตกเครื่องบ้างล่ะ กลัวจะไปต่อเครื่องผิดบ้างล่ะ ถึงขนาดขอไฟลท์ไปไฟลท์กลับ แล้วก็ให้รายงานใน Line กลุ่มเป็นระยะ คือเป็นห่วงกันมากถึงขั้นเพื่อนคนนึงโทรมาปลุกตอนตีสาม! -__-" 


อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็ยกกระเป๋าเดินทาง 24 นิ้ว สีแดงแปร๋น พร้อมเป้อีก 1 ใบลงมาหน้าหอ แล้วก็ลากกระเป๋าออกจากซอยประมาณ 200 เมตรไปเรียกแท็กซี่ ไปถึงดอนเมือง ตี 5:15 คือถึงเร็วเกินเลยต้องนั่งรอเพราะว่าเคาน์เตอร์เช็คอินยังไม่เปิด ประมาณ 6 โมงครึ่งถึงได้เช็คอิน แล้วก็เข้าไปนั่งรอในเกทอีก 2 ชั่วโมง

เกทที่เราไปรอนี่คือเกทลึกสุดแล้วก็โคตรวังเวงเลย มีผู้โดยสาร 2-3 คนนั่งรออยู่ แต่พอซัก 7 โมงครึ่งพนักงานก็เริ่มมาตั้งโต๊ะ แล้วก็มีผู้โดยสารทยอยมาเรื่อยๆ








8:45 เที่ยวบิน OD525 กรุงเทพฯ - กัวลาลัมเปอร์ ของสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ก็ทะยานออกจากสนามบินดอนเมืองมุ่งหน้าสู่กัวลาลัมเปอร์เมืองหลวงของมาเลเซีย ใช้เวลาอยู่บนฟ้าประมาณ 2 ชั่วโมงเครื่องก็แตะรันเวย์สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์แห่งที่ 2 หรือ KLIA2 เวลา 11:55 ...เจอกันอีกแล้วนะกัวลาลัมเปอร์ :)


DSCF2060_resize DSCF2061_resize


ทีนี้...ไฟลท์ไปแฟรงค์เฟิร์ตมันออกจากกัวลาลัมเปอร์ 20:05... แล้วเวลาที่เหลืออีก 8 ชั่วโมงนี่จะทำอะไรดีล่ะเรา...

ทีแรกก็คิดว่าจะฝากกระเป๋าไว้ที่สนามบินแล้วก็นั่งรถไฟเข้าเมืองไปเดินเล่นที่ Pasar Seni ไปกินบะหมี่อร่อยๆ แล้วไปถ่ายรูปเล่นที่ Petronas Tower อีกซักหน่อย แต่บังเอิญว่าช่วงที่เราไปมีการประท้วงในมาเลเซียพอดี ก็เลยพับโครงการทั้งหมดนั้น แล้วก็ตัดสินใจว่า...นั่งรอนอนรออยู่ในสนามบินก็ได้วะ... v_v


TIP: เวลาที่ระบุในตั๋วเครื่องบินเป็นเวลาท้องถิ่น และเวลาที่มาเลเซียเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง ถ้าไม่ปรับนาฬิกาตามก็ต้องบวกลบเวลาให้แม่นๆ นะ ดูเวลาที่นาฬิกาในสนามบินนั่นแหละชัวร์สุด

อ้อ! สนามบินที่มาเลเซียมี 2 สนามบินคือ KLIA กับ KLIA2 ซึ่งเครื่องจาก กทม. จะไปลงที่ KLIA2 ตอนแรกเราก็คิดว่าเครื่องที่จะไปแฟรงค์เฟิร์ตคงจะออกจาก KLIA2 เหมือนกันเพราะเห็นว่าเป็นสนามบินใหม่กว่า (ตรรกะอะไรวะ 555) ดีนะที่เอะใจ เพราะในตั๋วไม่ได้บอกว่าออกจาก KLIA2 เลยไปเช็กในเว็บของ KLIA2 ว่ามีเที่ยวบินที่ไปอาบูดาบีมั้ย ปรากฏว่าไม่มีจริงๆ เลยไปเช็กเว็บของ KLIA อีกที (เว็บไซต์แยกกันด้วยนะ แหม่) โป๊ะเชะ! เครื่องออกจาก KLIA ค่ะ วราณีเกือบนอนรอที่ KLIA2 แล้วมั้ยล่ะ ฮาาาา

เอาล่ะ...เป็นอันว่าเรารู้แล้วว่าจะนอนรอที่ KLIA2 ไม่ได้นะคะ ต้องหาทางไป KLIA ค่ะ แต่จะไปยังไงว้า...ไม่เป็นไร มีเวลาหลงอย่างมาก 6 ชั่วโมง ชิล ไม่แพนิค :P 


พอรับกระเป๋าเสร็จก็ลากกระเป๋าไปตามป้ายทางออกแล้วก็เห็นป้ายรถไฟฟ้า KLIA Ekspres เพื่อเข้าเมือง เดินมาอีกนิดก็เจอเคาน์เตอร์ Information เลยเข้าไปถามว่าจะไป KLIA ยังไง เขาก็บอกว่ามีรถไฟฟ้าไปได้แล้วก็บอกทางไปขึ้นรถให้ เราก็ถามว่าซื้อตั๋วที่นี่ได้เลยมั้ย เขาบอกว่าได้ เราก็เลยซื้อตั๋วเที่ยวเดียวราคา 2 RM (2 ริงกิต = 20 บาทโดยประมาณ) (ราคาและตารางรถไฟ KLIA Ekspres ดูได้ที่นี่นะจ๊ะ)



เดินออกมาเรื่อยๆ ก็จะเจอป้ายนี้ มีทั้งรถไฟธรรมดาและรถไฟด่วน (KLIA Ekspres) บูธสีชมพูๆ โน่นคือบูธขายตั๋ว จะมาซื้อตรงนี้ก็ได้ แต่ว่าเราซื้อมาจากเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้านในแล้ว ก็ตรงไปรอขึ้นรถได้เลย ทางเข้าชานชาลาก็เหมือนกับ BTS บ้านเรา


บรรยากาศในรถไฟ คล้ายๆ กับรถไฟฟ้าบ้านเราแต่รู้สึกจะแคบกว่านิดนึง

ไม่ถึง 10 นาทีก็มาถึงสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ KLIA เราก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้น 5 ซึ่งเป็นชั้นผู้โดยสารขาออก ไปดูเคาน์เตอร์เช็คอินไว้ก่อน กันพลาด หลังจากนั้นก็ลงมาชั้น 2 ไปเดินสำรวจว่าพอจะนั่งรอ / นอนรอที่ไหนได้บ้าง ที่กินข้าวอยู่ตรงไหน แล้วก็หาที่ฝากกระเป๋าด้วย 




ดูแผนที่ในสนามบิน เจอที่ฝากกระเป๋าแล้ว เจอที่กินข้าวแล้ว เราก็เอากระเป๋าไปฝากก่อน ที่ฝากกระเป๋าเป็นเหมือนเคาน์เตอร์รับฝากของ ค่าฝากกระเป๋าคิดราคาตามน้ำหนักเป็นกิโล กิโลละเท่าไหร่จำไม่ได้แล้ว เราฝากกระเป๋าใบใหญ่กับเป้ไว้ ค่าฝากกระเป๋าทั้งหมด 48.8 RM (นั่นถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดของเรา เพราะมาคิดดูแล้วไม่จำเป็นต้องเอาไปฝากเลย เราก็เดินวนเวียนอยู่ในสนามบินนั่นแหละ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อยากไปเอาเงินคืนที่สุด ตั้งเกือบ 500 ฮือออออ T__T) ฝากกระเป๋าเสร็จแล้วก็ไปกินข้าวที่ศูนย์อาหารชั้น 2 มีร้านเปิดอยู่ไม่กี่ร้าน ส่วนใหญ่เป็นร้านข้าวราดแกง เราอยากกิน Nasi Lemak ที่เป็นอาหารพื้นเมืองของมาเลเซีย แต่ไม่รู้ว่าจะสั่งยังไง เลยสั่งผัดผักกับปลาผัดพริกอะไรซักอย่างราดข้าว ราคา 7 RM รสชาติก็ใช้ได้ คล้ายๆ Nasi Lemak อยู่นะ ฮ่าๆ 

จานนี้ราคา 7 ริงกิต หรือประมาณ 70 บาท น้ำเปล่าขวดเล็ก 0.5 ลิตร 1.6 ริงกิต



กินข้าวเสร็จราวๆ บ่ายสองครึ่ง แล้วก็มานั่งรอเวลาขึ้นเครื่อง เคาน์เตอร์เช็คอินเปิดตอน 6 โมงเย็น เราก็ไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้แล้วก็ไปต่อแถวที่เคาน์เตอร์เช็คอิน ตอนนั้นแหละที่รู้สึกตื่นเต้นแบบจริงจังครั้งแรก... ตอนขึ้นเครื่องมากัวลาลัมเปอร์ไม่รู้สึกอะไรเพราะเคยมาแล้ว ผู้โดยสารก็มีคนไทยด้วย แต่ตอนนี้สิ...ไม่มีคนไทยเลยซักคน แล้วเราก็ไม่ได้บินไปแค่ใกล้ๆ นี่ข้ามทวีปเลยนะ ไปถึงอาบูดาบีแล้วก็ไม่รู้จะยังไง จะไปต่อเครื่องถูกมั้ย จะฟังภาษาอังกฤษเขารู้เรื่องมั้ย ถ้ากระเป๋าไปไม่ถึงจะทำยังไง จะมีอินเตอร์เนตให้ติดต่อคนอื่นรึเปล่า ฯลฯ ยอมรับตรงๆ เลยว่ากลัวเหมือนกัน แต่มาถึงขนาดนี้แล้วจะถอยหลังกลับก็ไม่ได้แล้วล่ะ เป็นไงก็เป็นกันเว้ย! 

ตอนเช็คอิน เราจะได้ Boarding Pass มา 2 ใบ ใบแรกคือจากกัวลาลัมเปอร์ไปอาบูดาบี อีกใบ จากอาบูดาบีไปแฟรงค์เฟิร์ต เจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์น่ารัก อธิบายให้เราแบบละเอียดเลย เราก็ถามว่าแล้วกระเป๋านี่ต้องทำไง เขาก็บอกว่าไปรอรับที่แฟรงค์เฟิร์ตได้เลย พอเช็คอินเรียบร้อยก็เข้าไปรอที่เกท


จากเทอร์มินัลที่เราเช็คอินต้องนั่งรถไฟฟ้าไปที่เกทขึ้นเครื่อง


ระหว่างที่รอขึ้นเครื่อง นั่งมอง Boarding Pass ที่เขียนว่า "TO FRANKFURT" แล้วก็น้ำตาจะไหล... อาจจะเว่อร์ไปแต่มันคือเรื่องจริง เรารอเวลานี้มา 3 ปี (จากครั้งแรกที่ความตั้งใจจะไปเยอรมันเกิดขึ้น) เราเขียน "100 สิ่งที่อยากทำก่อนตาย" ไว้ และ "ดูทีมชาติเยอรมันเตะในสนาม" เป็นหนึ่งในนั้น... วันนี้เราจะได้ไปหาพวกมันแล้ว จะได้ไปดูมันเตะกับตาในสนามแล้ว เราได้ทำหนึ่งใน 100 สิ่งที่อยากทำก่อนตายได้อย่างหนึ่งแล้ว... มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ :')


ทุ่ม 5 นาที

ประกาศเรียกขึ้นเครื่อง สายการบิน Etihad Airways เที่ยวบิน EY411 ปลายทางสนามบินอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 

ขึ้นเครื่อง Etihad ครั้งแรก ลำใหญ่กว้างขวางดี ที่นั่งไม่กว้างเท่าที่จินตนาการไว้แต่ก็ไม่เดือดร้อนซักเท่าไหร่ เราเลือกที่นั่งริมหน้าต่าง (กลัวความสูง แต่ก็ชอบนั่งริมหน้าต่างทุกครั้งที่เลือกได้ ฮ่าๆๆ) ที่ที่นั่งจะมีหมอน, ผ้าห่ม, แล้วก็ถุงยังชีพ (ฮาา) ในถุงนั้นก็จะมีถุงเท้า, ผ้าปิดตา, แปรงสีฟัน แล้วก็ยาสีฟันให้ นอกจากนี้ก็มีหูฟังให้ด้วยสำหรับใครที่อยากดูหนังฟังเพลง หรือจะเล่นเกมก็ตามสบาย 

นี่คือถุงยังชีพของเรา ข้างในมีผ้าปิดตา, แปรงสีฟัน, ยาสีฟัน และถุงเท้า แต่ถุงเท้าเราถอดทิ้งไว้บนเครื่องแหละ เอิ๊กกก...


20:05 เวลามาเลเซีย

เครื่องออกจากกัวลาลัมเปอร์ เหินฟ้าสู่เมืองอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พอเครื่องออกไปได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง แอร์ฯ ก็เอาอาหารมาเสิร์ฟ รสชาติอาหารก็โอเคนะ แต่ถามว่าอร่อยล้ำมั้ย? ก็ไม่ขนาดนั้น แต่น้ำส้มนี่ไม่อร่อยอย่างรุนแรง -..- 

มื้อแรกบนเครื่องบิน...Omlet กับไส้กรอกแล้วก็อะไรทอดก็ไม่รู้เหมือนเป็นมันฝรั่งบด ของหวานเป็นผลไม้มีแตงโม, สับปะรด, เมล่อน แล้วก็องุ่นลูกนึง มีบราวนี่กับโยเกิร์ตสตรอว์เบอร์รี่ด้วย อร่อยดีๆ

กินข้าวเสร็จก็นอน 7 ชั่วโมงผ่านไป กัปตันก็ส่งเสียงปลุก เครื่องจะลงที่สนามบินอาบูดาบีแล้ว เครื่องดีเลย์เล็กน้อยประมาณครึ่งชั่วโมง ตามเวลาในตั๋วจะถึงอาบูดาบี 22:50 แต่เราลงเครื่องมาแล้วเห็นเวลาในสนามบินเป็น 23:30 พอเข้ามาในเทอร์มินัลก็จะมีเจ้าหน้าที่ของ Etihad คอยบอกทางว่าผู้โดยสารที่ Transit ให้ไปทางไหน เราก็เดินๆ ตามเขาไป กว่าจะถึงเกทก็ไกลเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ไปถึงก็นั่งรอซักพัก เล่น wifi ฟรีฆ่าเวลาไป 

ตี 1 สิบนาทีก็เรียกขึ้นเครื่อง เที่ยวบิน EY 1 ปลายทางสนามบินนานาชาติแฟรงค์เฟิร์ต อัม ไมน์ 

...ฉันจะไปหาพวกแกแล้วนะ แล้วเจอกัน... :)

Thursday, 22 October 2015

Germany, here I am! :: Introduction




ฟุตบอลโลก 2010... คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะเขียนในบล็อกนี้ 

หลังจากที่ฟุตบอลโลก 2010 จบลง เราก็เริ่มติดตามทีมชาติเยอรมัน นักเตะเยอรมัน และตามดูทุกแมตช์ที่ทีมชาติแข่ง แล้วก็เลยมาติดตามทีมบาเยิร์นมิวนิกด้วยเพราะน้องมึน (โธมัส มุลเลอร์) และนักเตะหลายๆ คนที่ติดทีมชาติชุดนั้นเล่นให้บาเยิร์นมิวนิก (ในตอนนั้น) จนกลายมาเป็นแฟนบอลคนหนึ่งที่มีความใฝ่ฝันว่า "วันหนึ่งฉันจะไปดูทีมชาติเยอรมันเตะที่สนามให้ได้" และ "วันหนึ่งฉันจะไปดูพี่เสือที่ Allianz Arena ให้ได้"  (เราชอบเรียกบาเยิร์นฯ ว่าพี่เสือ ดูป๋า ดูเก่ง ดูเก๋าดี ฮ่าาาา) 

แล้ว "วันหนึ่ง" วันนั้นก็มาถึงในที่สุดหลังจากผ่านไป 5 ปี...

กลางปี 2014 ทีมชาติเยอรมันประกาศตารางแข่งขันในเว็บไซต์ DFB มีเกมยูโร 2016 รอบคัดเลือกซึ่งแข่งกับทีมชาติโปแลนด์ที่แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt am Main เยอรมันอ่าน ฟรังค์ฟวร์ท อัม ไมน์) เรากับน้องคนหนึ่งซึ่งเชียร์ทีมชาติเยอรมันและมีความใฝ่ฝันเหมือนกันก็นัดแนะกันว่าจะไปดูนัดนี้ เพราะน้องเขาชอบ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ดาวยิงทีมชาติโปแลนด์ด้วย ก็เลยอยากจะไปดูบอลนัดเดียวได้กรี๊ดสองที ไรงี้ ก็นัดกันเสร็จสรรพ แต่ปรากฏว่าน้องบอกว่าเก็บเงินไม่ทันก็เลยขอถอนตัวไป เราก็เคว้งคว้างอยู่พักหนึ่ง คิดว่าจะต้องไปคนเดียวจริงๆ เหรอ ตอนนั้นยังกลัว ไม่กล้าพอที่จะไปต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนรู้จักอยู่ที่นั่นเลย แต่ยังไงก็ตาม แผนเดินทางคราวนี้เราจะไม่ยอมให้ล่มอย่างแน่นอน!

ไม่นานก็มีน้องอีกคนหนึ่งมาบอกว่าอยากจะไปดูทีมชาติด้วย เราก็ใจชื้นขึ้นมา ก็ตกลงกันเรียบร้อย และวางแผนคร่าวๆ ว่าจะดูเกมทีมชาติที่แฟรงค์เฟิร์ต (และแน่นอนว่าไปดูนักเตะด้วย ฮี่ๆ) หลังจากเกมกับโปแลนด์ที่แฟรงค์เฟิร์ตแล้วทีมจะบินไปแข่งอีกนัดที่สก็อตแลนด์แล้วถึงจะแยกย้ายกันกลับสโมสร ซึ่งระหว่างนั้นเราก็จะไปปักหลักที่มิวนิก และไปเที่ยวเมื่องใกล้ๆ รอนักเตะพี่เสือกลับมาสโมสรแล้วก็ดูเกมพี่เสือก่อนกลับเมืองไทย

นั่นคือแผนคร่าวๆ ของการไปเยอรมันครั้งนี้ของเรา 

และด้วยความตื่นเต้น เราถึงขั้นจองที่พักที่แฟรงค์เฟิร์ตตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. โดยจองผ่าน Booking.com เพราะไม่มีค่าธรรมเนียมการจอง และก็ยกเลิกได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในเวลาที่กำหนด เราเลือกที่พักใกล้กับ Frankfurt Hauptbahnhof (Frankfurt Hbf.) หรือสถานีรถไฟหลักแฟรงค์เฟิร์ตเพื่อความสะดวกในการเดินทาง 

หลังจากจองที่พักแล้วก็รอจองตั๋วฟุตบอล ซึ่ง DFB ประกาศว่าจะเปิดขายตั๋วบอลนัดนี้วันที่ 21 เม.ย. 2015 พอถึงวันเปิดขายเราก็รีบเข้าเว็บ DFB จองตั๋วอย่างไว ขั้นตอนการจองก็ไม่ยุ่งยาก แต่เนื่องจากนัดนี้เป็น Big Match คนเข้าไปจองตั๋วกันเยอะมาก ดังนั้นเราจึงต้องเข้าคิวโดยทางเว็บจะบอกว่าเราเป็นคิวที่เท่าไหร่ พอถึงคิวเราเว็บก็จะพาเราเข้าไปหน้าจองตั๋วให้โดยอัตโนมัติ

TIP: ตอนจองตั๋วนี่ควรจะใช้อินเตอร์เนตที่ไว้ใจได้นะ เพราะนี่เจอกับตัว อีก 8 คิวจะถึง แต่เนตดันหลุดเลยต้อง refresh แล้วก็กลายเป็นอีก 22 คิวเลย เซ็งมากกกก -___-

หน้าตาของเว็บที่จะจองตั๋ว เข้ามาจะเห็นน้าเลิฟชูถ้วยบอลโลกแบบนี้ (ตอนที่เราเข้าไปจองมันเหมือนจะมีปุ่มเลือกภาษาอังกฤษได้นะ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว หาไม่เจอ ฮาาา)

เลื่อนลงมาข้างล่างก็จะเป็นรายการแข่งขันต่างๆ มีทั้งของทีมชาติชุดใหญ่ (A-Nationalmannschaft) และชุดเยาวชน รวมถึงทีมหญิง (Frauen-Nationalmannschaft) ด้วย อย่างตอนนี้ของทีมชาติชุดใหญ่เปิดขายตั๋วนัดอุ่นเครื่องกับฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์แล้ว อ้อ! แมตช์ไหนที่มีแค่ปุ่ม "Fan Club-Tickets" หมายความว่าเปิดขายให้เฉพาะแฟนคลับก่อน แฟนธรรมดายังซื้อไม่ได้นะจ๊ะ 



พอคลิก Tickets ที่หน้าเมื่อกี๊ ก็จะเข้ามาที่หน้าเลือกที่นั่ง ผังที่นั่งก็จะแตกต่างกันไปตามสนามที่จะไปแข่ง ก็เลือกเอาตามสะดวกเลยอยากได้ฝั่งไหนราคาไหนก็จิ้มไปโลด สนนราคาตั้งแต่ 18 จนถึง 100 บางทีก็แล้วแต่แมตช์ด้วยนะ วิธีก็คือคลิกที่ปุ่มสีเขียวตรงช่อง "Anzahl" ซึ่งแปลว่าจำนวนที่ต้องการนั่นเอง แล้วก็เลือกจำนวนตั๋ว พอเลือกจำนวนแล้วเลื่อนลงมาข้างล่างจะเจอ 2 ปุ่ม คือ "Zurück" ทางซ้าย แปลว่า ย้อนกลับ และ "Hinzufügen" ทางขวา แปลว่า ดำเนินการต่อ ก็เลือกเลย แล้วก็กรอกข้อมูลที่อยู่ที่ให้ส่งตั๋วให้ชัดเจน ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งแล้วก็คลิกที่ "Zur Kasse Gehen" ทางด้านขวาสุด แปลว่า ไปคิดตังค์  แล้วก็กรอกข้อมูลบัตรเครดิต จ่ายเงินเรียบร้อยก็เป็นอันเสร็จพิธี ทางเว็บจะส่ง e-mail มายืนยัน ทีนี้ก็รอตั๋วมาส่งที่บ้าน เย้~

สรุปแล้วเราก็จองตั๋วมา 2 ใบตามที่ตั้งใจในราคาใบละ 80€ รวมค่าส่งอีก 20€ ตอนนั้นดีใจสุดๆ ที่จองตั๋วทัน เพราะเปิดขายแค่วันเดียวก็ Sold Out แล้ว โชคดีสุดๆ อ่ะ

...แต่ชีวิตก็มักจะเจอกับเรื่องไม่คาดฝันอยู่เสมอนั่นแหละ... 

เราต้องผิดหวังเป็นครั้งที่สองเมื่อวันหนึ่งน้องก็มาบอกเราว่าอยากจะเก็บเงินไปเที่ยวฝรั่งเศสมากกว่า เราก็ไม่อยากบังคับใจใคร ก็เลยทำใจว่าคงต้องไปคนเดียวจริงๆ แล้ว จะยังไงก็ตามเราก็จะไป... ไม่มีใครไปด้วย ฉันก็จะไปมันคนเดียวนี่แหละวะ


หลังจากได้ตั๋วทีมชาติเยอรมันแล้ว (หมายถึงจองได้แล้ว แต่ตัวตั๋วจริงๆ ยังเดินทางมาไม่ถึง) ก็รอตารางบุนเดสลีกาฤดูกาล 2015/16 ออก เพราะไหนๆ ก็ไปถึงเยอรมันแล้วก็อยากจะไปดูเกมพี่เสือด้วยเลย แล้วก็มีน้องอีกคนที่เป็นแฟนพี่เสือบอกเราว่าอยากจะไปด้วย แต่น้องจะไปดูพี่เสืออย่างเดียว ไม่ไปดูทีมชาติ เราก็โอเค ไปดูบอลทีมชาติคนเดียว จะเป็นไรไป เลยนัดกันว่าน้องจะบินตามไปเจอที่มิวนิก ส่วนเราก็จะไปดูทีมชาติที่แฟรงค์เฟิร์ตก่อนแล้วถึงจะไปมิวนิก เป็นอันว่าชีวิตลงตัวซะที...


จนวันที่ 25 มิ.ย. บุนเดสลีกาถึงประกาศตารางการแข่งขันฤดูกาล 2015/16 ออกมา และโชคดีมากๆ ที่นัดสุดท้ายก่อนพักเตะทีมชาติและนัดแรกหลังพักเตะทีมชาติพี่เสือเตะในบ้านทั้งคู่ นัดก่อนทีมชาติเตะกับ Beyer 04 Leverkusen นัดหลังทีมชาติเตะกับ FC Augsburg เราก็เลือกนัดหลังทีมชาติ เพราะจะได้มีเวลาเตรียมตัวนานอีกหน่อย

พอตารางบุนเดสลีกาออก เราก็จัดแจงจองตั๋วเครื่องบิน เราเลือกตั๋วแบบ Multicity คือบินไปจากเมืองหนึ่งแต่กลับอีกเมืองหนึ่ง ไม่ได้จองตั๋วไป-กลับ เพราะจะได้ราคาที่ถูกกว่า สรุปว่าเราได้ตั๋วเครื่องบิน กัวลาลัมเปอร์ - แฟรงค์เฟิร์ต และ มิวนิก - กรุงเทพฯ ของสายการบิน Etihad Airways มาในราคาสุทธิ 2,475 RM (เพราะขึ้นจากกัวลาลัมเปอร์เลยคิดเป็นหน่วยริงกิต) คิดเป็นเงินไทยตอนนั้นก็ประมาณ 22,195 บาท แล้วก็จองตั๋ว Thai Lion Air กรุงเทพฯ - กัวลาลัมเปอร์ ในราคา 2,275 บาท ได้ตั๋วเครื่องบินเรียบร้อย คราวนี้ก็รอแค่ฉกจองตั๋วในเว็บบาเยิร์นให้ได้เท่านั้น!


ขอเล่าย้อนนิดนึง ก่อนหน้านี้ช่วงปลายปี 2014 ตั้งแต่ตกลงใจจะไปดูทีมชาตินัดนี้เราก็เกริ่นกับเจ้านายไว้ว่า เดือน ก.ย. 2015 เราวางแผนจะไปเยอรมันประมาณ 2 อาทิตย์ ขอใช้วันลาพักร้อน 10 วันในคราวเดียวได้ไหม จะมีงานสำคัญที่เราต้องไปต่างประเทศหรือเปล่า เจ้านายบอกว่าไม่มี ยูไปได้ไม่มีปัญหา ประมาณว่า ยูกล้าลา ไอก็กล้าให้ลา 5555 เลิศ!

กลางเดือน ก.ค. เราก็ยื่นใบลา และขอหนังสือรับรองการทำงานจากเจ้านายเพื่อเอาไปขอวีซ่า, ซื้อประกัน, ขอ Bank Statement, จองที่พัก, ทำแผนการเดินทางคร่าวๆ, เตรียมเอกสารต่างๆ เพื่อยื่นขอวีซ่า วันที่ 29 ก.ค. ก็ไปทำเรื่องขอวีซ่าที่สถานทูตเยอรมัน อีก 1 อาทิตย์ต่อมาก็ได้พาสปอร์ตคืนมาพร้อมกับเชงเก้นวีซ่า!!! ฉันจะได้ไปเยอรมันแล้วเว้ย!!! :D

(ปล. เรื่องการขอวีซ่าขอไม่เล่าละกันเพราะรายละเอียดต่างๆ ก็ตามรีวิวที่หลายๆ คนรีวิวไว้นั่นแหละ เตรียมเอกสารไปให้ครบตามที่สถานทูตต้องการก็ไม่มีปัญหา)


ทุกอย่างเหมือนจะไปได้สวย ยกเว้นก็แต่เรื่องตั๋วบอล...

อย่างที่ว่า เราจองตั๋วบอลทีมชาติไปเมื่อเดือน เม.ย. แต่จนถึงเดือน ส.ค. แล้วก็ยังไม่ได้ตั๋ว เราก็เลยเมลไปถาม DFB ว่าพอจะมีเลขพัสดุหรืออะไรที่พอจะตรวจสอบได้ไหมว่าตั๋วมันถึงไหนแล้ว DFB ก็ตอบกลับมาว่าไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่เขาก็ขอที่อยู่เราไปอีกทีเพื่อจะได้ส่งตั๋วให้ใหม่ เราก็ส่งกลับไปให้ใหม่แต่ก็บอกเขาไปด้วยว่าเราจะเดินทางออกจากไทยวันที่ 1 ก.ย. แล้ว ถ้าส่งมาให้ไม่ทันก็ไม่ต้องส่งจะไปรับที่นู่นเอง แล้ว DFB ก็ตอบกลับมาอีกว่าคงจะส่งมาที่ไทยไม่ทัน ขอที่อยู่ที่เยอรมันได้ไหม จะส่งไปให้ที่นั่น เราก็เลยให้ที่อยู่ของโรงแรมที่จองไว้ไป แล้ว DFB ก็ตอบกลับมาแทบจะทันทีว่าติดต่อไปที่โรงแรมแล้ว และจะส่งตั๋วไปให้ในวันรุ่งขึ้น โห...คือจุดนี้ประทับใจ DFB มากอ่ะ เราก็เลยรีบเมลไปบอกโรงแรมว่าจะมีจดหมายจาก DFB ส่งไปถึงเรา ช่วยเก็บไว้ให้ด้วย เขาก็ตอบกลับมาว่ารู้แล้ว จะเก็บไว้ให้ หมดปัญหาไปหนึ่ง...

ส่วนตั๋วพี่เสือ บาเยิร์นมิวนิก ทีมอันดับหนึ่งของบุนเดสลีกาที่ตั๋วขายดี ขายหมดทุกนัด ก็เปิดขายตั๋วนัด บาเยิร์น - เอาก์สบวร์ก ตอนต้นเดือน ส.ค. วันแรกที่เปิดขายคือขายเฉพาะ member เท่านั้น เราก็รอไป พออีกวันเปิดเว็บมาดู... Sold out แล้ว! คืออะไร?!?! T__T

ความจริงก็พอจะรู้ชะตากรรมอยู่แล้วว่าคงซื้อตั๋วจากเว็บสโมสรไม่ทันแน่ๆ ก็เลยหาแหล่งซื้อไว้แล้วซึ่งก็คือเว็บ viagogo.com ซึ่งเป็นเว็บ trade ตั๋ว (หรือเอาง่ายๆ เว็บตั๋วผีนั่นเอง 555) เว็บนี้ "เขา" ว่ากันมาว่าเชื่อถือได้ เราก็เลยลองดู เขามีตั๋วทุกชนิดนะ ทั้งตั๋วกีฬา ตั๋วคอนเสิร์ต ส่วนเราก็เข้าไปหาตั๋ว FC Bayern Munich ซึ่งราคา...ก็แพงตามสไตล์ตั๋วผี ช่วงแรกๆ ที่เข้าไปเช็กราคาก่อนเปิดฤดูกาลว่าแพงแล้ว นี่ก็รอเปิดฤดูกาลคิดว่าราคาจะลง ไม่จ้ะ! แพงขึ้นกว่าเดิมอีก v_v" เรากับน้องตกลงกันไว้ว่าถ้าได้ราคาเกิน 5 พันก็จะไม่ดู แต่พอเอาเข้าจริง ทั้งสองคนก็พูดเหมือนกันว่า "ไหนๆ ไปแล้วเนาะ..." มันแปลว่า "ถึงไหนถึงกัน" นั่นเอง 55555

สรุปแล้วได้ที่นั่งบล็อคบนสุดเลย ราคาใบละ 121.99€ (ราคาในเว็บสโมสรใบละ 40€ เอง อิผี T.T) ซื้อ 2 ใบ รวมค่าธรรมเนียมนู่นนี่นั่นแล้วเบ็ดเสร็จ 285.53€ ค่าเงินตอนนั้นตีเป็นเงินไทยแล้วตกคนละ 5,777 บาท (กระซิก... T^T)

TIP: ถ้าไม่ชัวร์เรื่องการส่งตั๋ว แนะนำให้เลือกตั๋วที่เป็นแบบ Print at home นะ พอเราจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยทางเว็บ viagogo จะส่ง e-mail มายืนยัน และส่ง link download ตั๋วที่เป็น PDF มาให้เรา เราก็โหลดเก็บไว้ แล้วเอาไปปริ๊นท์ใช้ได้เลย (ตอนแรกก็กลัวๆ ว่ามันจะใช้ได้จริงรึเปล่า ถ้ามีคนโหลดไปใช้ก่อนเราล่ะจะทำไง แต่ก็ใช้ได้นะ ไม่มีปัญหา ฮี่ๆ)

อ้อ! ทริปนี้นอกจากเราจะไปดูบอลแล้ว เราก็จะไปทัวร์สนาม Allianz Arena ด้วย ทีนี้มีน้องบอกมาว่าตั๋วทัวร์สนามมันเต็มไว เพราะแต่ละวันเขาจะกำหนดจำนวนคนเข้าในแต่ละรอบ ควรจะจองตั๋วไปล่วงหน้า เราก็กลัวไม่ได้ไปทัวร์ตามตารางที่วางไว้ ก็เลยจองล่วงหน้า ปรากฏว่าว่ารอบที่ลงตัวมันดันเป็นภาษาเยอรมัน แต่ก็แบบ เอาวะ...ไม่เป็นไร ได้เข้าไปถ่ายรูปในห้องแต่งตัวนักเตะก็พอใจและ 555 เลยจองตั๋วแบบ combination คือ ทัวร์สนาม + พิพิธภัณฑ์ของสโมสร (Erlebniswelt) ราคา 19€ (ถ้าซื้อตั๋วแยก ทัวร์สนาม 10€, พิพิธภัณฑ์ 12€) รายละเอียดรอบทัวร์แต่ละวันและจองออนไลน์คลิกที่นี่ได้เลย

สรุปราคาตั๋วทั้งหมด:
ตั๋วบอลทีมชาติเยอรมัน-โปแลนด์ (รวมค่าส่ง)                 100€
ตั๋วบอลบาเยิร์นมิวนิก-เอาก์สบวร์ก                                 142.77€
ตั๋วทัวร์สนาม Allianz Arena + พิพิธภัณฑ์                        19€


ระหว่างที่ตระเตรียมเรื่องตั๋วบอลนั้น เราก็วางแผนการเดินทางไปด้วยเพราะจะต้องคิดอีกว่าต้องซื้อ German Rail Pass มั้ย ไอ้เจ้า German Rail Pass นี่ก็คือตั๋วรถไฟแบบเหมาจ่ายของการรถไฟเยอรมัน หรือ Deutsche Bahn (DB) โดยตั๋วรถไฟแบบนี้คนเยอรมันหรือคนที่อาศัยอยู่ในเยอรมันไม่มีสิทธิ์ใช้นะ ใช้ได้เฉพาะนักท่องเที่ยวเท่านั้น และสามารถใช้ได้กับรถไฟทุกชนิดที่มีโลโก้ DB ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูงพวก ICE, IC, EC หรือว่ารถไฟธรรมดาพวก RE, RB และ S-Bahn (ไปดูรายละเอียดที่ตัวแทนจำหน่ายในไทยแล้วกันนะ)

เราต้องคำนวณค่าตั๋วรถไฟที่เราใช้ตลอดทั้งทริปแล้วเอามาเทียบดูว่ามันคุ้มหรือเปล่าเพราะราคามันไม่ถูกเลยนะจ๊ะ ดูดิ 

GRP-flexi-fare-table-2015

GRP-fare-consecutive-table-2015
สีฟ้าคือแบบที่ไม่ต้องเดินทางติดต่อกันก็ได้ มีแบบ 3 วัน, 4 วัน, 5 วัน, 7 วัน และ 10 วัน ส่วนสีแดงคือแบบที่ต้องเดินทางติดต่อกัน มีแบบ 5 วัน, 10 วัน และ 15 วัน ราคานั่นคือหน่วยยูโร


จะเห็นว่าการเดินทางคนเดียวมันมีข้อเสียตรงนี้แหละ คือค่าตั๋วรถไฟแพงม้ากกก จะแพงไปไหน T.T ถ้าเดินทาง 2 คนขึ้นไปนี่ราคาลดลงอีกบาน นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เราคิดหนัก และพอมาคิดดูแล้วเราไม่ได้เดินทางต่างเมืองเยอะ จะมีก็แค่จากแฟรงค์เฟิร์ตไปไฮเดลแบร์ก และจากแฟรงค์เฟิร์ตไปมิวนิก นอกนั้นก็ใช้ตั๋ววันรัฐบาเยิร์นได้ คิดแล้ว (น่าจะ) คุ้มกว่า เราก็เลยตกลงใจไม่ซื้อ (แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้คำนวณนะว่าตกลงมันคุ้มกว่ากันจริงไหม ฮาาา)

นอกจากแผนการเดินทางแล้ว พวกแผนที่สายรถไฟ รถราง รถเมล์ รถใต้ดิน และแอพต่างๆ ที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ก็จัดการโหลดลงมือถือไว้ให้หมด จะบอกว่าแอพ DB Nevigator (อันที่ 2 แถวแรก) และแอพการเดินรถของมิวนิก (อันที่ 3 แถวแรก) มีประโยชน์มากกกกก มากจริงๆ



สุดท้าย เรื่องเงินๆ ทองๆ หลายคนคงรู้กันแล้วเนอะว่าเยอรมันใช้สกุลเงินยูโร € (ภาษาเยอรมันออกเสียงว่า ออย-โร) ช่วงเดือน มี.ค. - เม.ย. 58 เงินบาทแข็งค่า ประมาณ 35-36 บาท/ยูโร แต่เราไม่ได้แลกไว้เพราะเงินที่จะเอาไปใช้ในทริปนี้ก็อยู่ในบัญชีที่จะเอาไปขอวีซ่า ดังนั้นถ้าถอนออกมาแลก เงินในบัญชีก็จะน้อยลง กลัวว่าวีซ่าจะไม่ผ่าน ฮ่าๆ ก็เลยกั๊กไว้ ยังไม่แลก ได้ไปแลกก่อนเดินทางประมาณ 5 วัน ซึ่งเรทตอนนั้น 41-42 บาท/ยูโร ...ปาดน้ำตาแป๊บ... ;__; แล้วที่เศร้าคือเราไม่มีเวลาว่างเข้าเมืองไปแลกที่ร้านซูเปอร์ริชทั้งสีส้มสีเขียว ต้องกลั้นใจไปแลกที่ธนาคารซึ่งแพงกว่า นี่ก็เดินไล่ทุกธนาคารเลยจ้า ธนาคารไหนถูกสุดเอาธนาคารนั้น แล้วก็ได้แลกที่ธนาคารกรงศรีอยุธยาด้วยเรท 41.6 บาท/ยูโร (ธนาคารยูโอบีก็เรทเท่ากันนะ แต่พอดีคนเยอะ) แต่พอแลกมาเสร็จ วันถัดมาเพื่อนนัดกินข้าวที่สยาม เราก็เลยไปแลกเพิ่มมาอีกที่ซูเปอร์ริชสีส้มตรงสถานีบีทีเอสพญาไท (ทางเดินไป ARL) ด้วยเรท 41.1 บาท/ยูโร แล้วก็แลกเงินริงกิตมา 2,000 บาท (ประมาณ 200 RM) ด้วยเพราะต้องอยู่ที่นั่นอย่างน้อย 5-6 ชม. เผื่อซื้ออะไรกิน


เอาล่ะ...เงินพร้อม วีซ่าพร้อม ตั๋วเครื่องบินพร้อม ตั๋วบอลพร้อม กายพร้อม ใจพร้อม ป่ะ ลุย!!! :D