1 กันยายน 2015
ตีสามครึ่ง
แอพนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์ทำงาน วันนี้แล้วที่จะได้ออกเดินทางไปตามหาหัวใจ...ฮิ้วววว~ ฮ่าๆๆ เครื่องไปมาเลเซียออกจากดอนเมือง 8:40 ก็เลยตั้งใจว่าจะไปถึงสนามบินซัก 6 โมงครึ่ง แต่เพื่อนในกลุ่มแนะนำว่าไปถึงตีห้าครึ่งเถอะ... เราก็เลยทำตามคำแนะนำของเพื่อนๆ
ตอนที่บอกเพื่อนในกลุ่มว่าจะไปเยอรมันคนเดียวทุกคนดูเป็นห่วงเรามาก ไม่ได้ห่วงเรื่องความปลอดภัยหรืออะไรหรอกนะ ห่วงกลัวว่าเราจะหลง! ฮาาาา คือกลัวว่าจะตกเครื่องบ้างล่ะ กลัวจะไปต่อเครื่องผิดบ้างล่ะ ถึงขนาดขอไฟลท์ไปไฟลท์กลับ แล้วก็ให้รายงานใน Line กลุ่มเป็นระยะ คือเป็นห่วงกันมากถึงขั้นเพื่อนคนนึงโทรมาปลุกตอนตีสาม! -__-"
ตอนที่บอกเพื่อนในกลุ่มว่าจะไปเยอรมันคนเดียวทุกคนดูเป็นห่วงเรามาก ไม่ได้ห่วงเรื่องความปลอดภัยหรืออะไรหรอกนะ ห่วงกลัวว่าเราจะหลง! ฮาาาา คือกลัวว่าจะตกเครื่องบ้างล่ะ กลัวจะไปต่อเครื่องผิดบ้างล่ะ ถึงขนาดขอไฟลท์ไปไฟลท์กลับ แล้วก็ให้รายงานใน Line กลุ่มเป็นระยะ คือเป็นห่วงกันมากถึงขั้นเพื่อนคนนึงโทรมาปลุกตอนตีสาม! -__-"
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็ยกกระเป๋าเดินทาง 24 นิ้ว สีแดงแปร๋น พร้อมเป้อีก 1 ใบลงมาหน้าหอ แล้วก็ลากกระเป๋าออกจากซอยประมาณ 200 เมตรไปเรียกแท็กซี่ ไปถึงดอนเมือง ตี 5:15 คือถึงเร็วเกินเลยต้องนั่งรอเพราะว่าเคาน์เตอร์เช็คอินยังไม่เปิด ประมาณ 6 โมงครึ่งถึงได้เช็คอิน แล้วก็เข้าไปนั่งรอในเกทอีก 2 ชั่วโมง
เกทที่เราไปรอนี่คือเกทลึกสุดแล้วก็โคตรวังเวงเลย มีผู้โดยสาร 2-3 คนนั่งรออยู่ แต่พอซัก 7 โมงครึ่งพนักงานก็เริ่มมาตั้งโต๊ะ แล้วก็มีผู้โดยสารทยอยมาเรื่อยๆ
8:45 เที่ยวบิน OD525 กรุงเทพฯ - กัวลาลัมเปอร์ ของสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ก็ทะยานออกจากสนามบินดอนเมืองมุ่งหน้าสู่กัวลาลัมเปอร์เมืองหลวงของมาเลเซีย ใช้เวลาอยู่บนฟ้าประมาณ 2 ชั่วโมงเครื่องก็แตะรันเวย์สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์แห่งที่ 2 หรือ KLIA2 เวลา 11:55 ...เจอกันอีกแล้วนะกัวลาลัมเปอร์ :)
ทีนี้...ไฟลท์ไปแฟรงค์เฟิร์ตมันออกจากกัวลาลัมเปอร์ 20:05... แล้วเวลาที่เหลืออีก 8 ชั่วโมงนี่จะทำอะไรดีล่ะเรา...
ทีแรกก็คิดว่าจะฝากกระเป๋าไว้ที่สนามบินแล้วก็นั่งรถไฟเข้าเมืองไปเดินเล่นที่ Pasar Seni ไปกินบะหมี่อร่อยๆ แล้วไปถ่ายรูปเล่นที่ Petronas Tower อีกซักหน่อย แต่บังเอิญว่าช่วงที่เราไปมีการประท้วงในมาเลเซียพอดี ก็เลยพับโครงการทั้งหมดนั้น แล้วก็ตัดสินใจว่า...นั่งรอนอนรออยู่ในสนามบินก็ได้วะ... v_v
TIP: เวลาที่ระบุในตั๋วเครื่องบินเป็นเวลาท้องถิ่น และเวลาที่มาเลเซียเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง ถ้าไม่ปรับนาฬิกาตามก็ต้องบวกลบเวลาให้แม่นๆ นะ ดูเวลาที่นาฬิกาในสนามบินนั่นแหละชัวร์สุด
อ้อ! สนามบินที่มาเลเซียมี 2 สนามบินคือ KLIA กับ KLIA2 ซึ่งเครื่องจาก กทม. จะไปลงที่ KLIA2 ตอนแรกเราก็คิดว่าเครื่องที่จะไปแฟรงค์เฟิร์ตคงจะออกจาก KLIA2 เหมือนกันเพราะเห็นว่าเป็นสนามบินใหม่กว่า (ตรรกะอะไรวะ 555) ดีนะที่เอะใจ เพราะในตั๋วไม่ได้บอกว่าออกจาก KLIA2 เลยไปเช็กในเว็บของ KLIA2 ว่ามีเที่ยวบินที่ไปอาบูดาบีมั้ย ปรากฏว่าไม่มีจริงๆ เลยไปเช็กเว็บของ KLIA อีกที (เว็บไซต์แยกกันด้วยนะ แหม่) โป๊ะเชะ! เครื่องออกจาก KLIA ค่ะ วราณีเกือบนอนรอที่ KLIA2 แล้วมั้ยล่ะ ฮาาาา
เอาล่ะ...เป็นอันว่าเรารู้แล้วว่าจะนอนรอที่ KLIA2 ไม่ได้นะคะ ต้องหาทางไป KLIA ค่ะ แต่จะไปยังไงว้า...ไม่เป็นไร มีเวลาหลงอย่างมาก 6 ชั่วโมง ชิล ไม่แพนิค :P
พอรับกระเป๋าเสร็จก็ลากกระเป๋าไปตามป้ายทางออกแล้วก็เห็นป้ายรถไฟฟ้า KLIA Ekspres เพื่อเข้าเมือง เดินมาอีกนิดก็เจอเคาน์เตอร์ Information เลยเข้าไปถามว่าจะไป KLIA ยังไง เขาก็บอกว่ามีรถไฟฟ้าไปได้แล้วก็บอกทางไปขึ้นรถให้ เราก็ถามว่าซื้อตั๋วที่นี่ได้เลยมั้ย เขาบอกว่าได้ เราก็เลยซื้อตั๋วเที่ยวเดียวราคา 2 RM (2 ริงกิต = 20 บาทโดยประมาณ) (ราคาและตารางรถไฟ KLIA Ekspres ดูได้ที่นี่นะจ๊ะ)
![]() |
| บรรยากาศในรถไฟ คล้ายๆ กับรถไฟฟ้าบ้านเราแต่รู้สึกจะแคบกว่านิดนึง |
ไม่ถึง 10 นาทีก็มาถึงสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ KLIA เราก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้น 5 ซึ่งเป็นชั้นผู้โดยสารขาออก ไปดูเคาน์เตอร์เช็คอินไว้ก่อน กันพลาด หลังจากนั้นก็ลงมาชั้น 2 ไปเดินสำรวจว่าพอจะนั่งรอ / นอนรอที่ไหนได้บ้าง ที่กินข้าวอยู่ตรงไหน แล้วก็หาที่ฝากกระเป๋าด้วย
ดูแผนที่ในสนามบิน เจอที่ฝากกระเป๋าแล้ว เจอที่กินข้าวแล้ว เราก็เอากระเป๋าไปฝากก่อน ที่ฝากกระเป๋าเป็นเหมือนเคาน์เตอร์รับฝากของ ค่าฝากกระเป๋าคิดราคาตามน้ำหนักเป็นกิโล กิโลละเท่าไหร่จำไม่ได้แล้ว เราฝากกระเป๋าใบใหญ่กับเป้ไว้ ค่าฝากกระเป๋าทั้งหมด 48.8 RM (นั่นถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดของเรา เพราะมาคิดดูแล้วไม่จำเป็นต้องเอาไปฝากเลย เราก็เดินวนเวียนอยู่ในสนามบินนั่นแหละ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อยากไปเอาเงินคืนที่สุด ตั้งเกือบ 500 ฮือออออ T__T) ฝากกระเป๋าเสร็จแล้วก็ไปกินข้าวที่ศูนย์อาหารชั้น 2 มีร้านเปิดอยู่ไม่กี่ร้าน ส่วนใหญ่เป็นร้านข้าวราดแกง เราอยากกิน Nasi Lemak ที่เป็นอาหารพื้นเมืองของมาเลเซีย แต่ไม่รู้ว่าจะสั่งยังไง เลยสั่งผัดผักกับปลาผัดพริกอะไรซักอย่างราดข้าว ราคา 7 RM รสชาติก็ใช้ได้ คล้ายๆ Nasi Lemak อยู่นะ ฮ่าๆ
| จานนี้ราคา 7 ริงกิต หรือประมาณ 70 บาท น้ำเปล่าขวดเล็ก 0.5 ลิตร 1.6 ริงกิต |
กินข้าวเสร็จราวๆ บ่ายสองครึ่ง แล้วก็มานั่งรอเวลาขึ้นเครื่อง เคาน์เตอร์เช็คอินเปิดตอน 6 โมงเย็น เราก็ไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้แล้วก็ไปต่อแถวที่เคาน์เตอร์เช็คอิน ตอนนั้นแหละที่รู้สึกตื่นเต้นแบบจริงจังครั้งแรก... ตอนขึ้นเครื่องมากัวลาลัมเปอร์ไม่รู้สึกอะไรเพราะเคยมาแล้ว ผู้โดยสารก็มีคนไทยด้วย แต่ตอนนี้สิ...ไม่มีคนไทยเลยซักคน แล้วเราก็ไม่ได้บินไปแค่ใกล้ๆ นี่ข้ามทวีปเลยนะ ไปถึงอาบูดาบีแล้วก็ไม่รู้จะยังไง จะไปต่อเครื่องถูกมั้ย จะฟังภาษาอังกฤษเขารู้เรื่องมั้ย ถ้ากระเป๋าไปไม่ถึงจะทำยังไง จะมีอินเตอร์เนตให้ติดต่อคนอื่นรึเปล่า ฯลฯ ยอมรับตรงๆ เลยว่ากลัวเหมือนกัน แต่มาถึงขนาดนี้แล้วจะถอยหลังกลับก็ไม่ได้แล้วล่ะ เป็นไงก็เป็นกันเว้ย!
ตอนเช็คอิน เราจะได้ Boarding Pass มา 2 ใบ ใบแรกคือจากกัวลาลัมเปอร์ไปอาบูดาบี อีกใบ จากอาบูดาบีไปแฟรงค์เฟิร์ต เจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์น่ารัก อธิบายให้เราแบบละเอียดเลย เราก็ถามว่าแล้วกระเป๋านี่ต้องทำไง เขาก็บอกว่าไปรอรับที่แฟรงค์เฟิร์ตได้เลย พอเช็คอินเรียบร้อยก็เข้าไปรอที่เกท
| จากเทอร์มินัลที่เราเช็คอินต้องนั่งรถไฟฟ้าไปที่เกทขึ้นเครื่อง |
ระหว่างที่รอขึ้นเครื่อง นั่งมอง Boarding Pass ที่เขียนว่า "TO FRANKFURT" แล้วก็น้ำตาจะไหล... อาจจะเว่อร์ไปแต่มันคือเรื่องจริง เรารอเวลานี้มา 3 ปี (จากครั้งแรกที่ความตั้งใจจะไปเยอรมันเกิดขึ้น) เราเขียน "100 สิ่งที่อยากทำก่อนตาย" ไว้ และ "ดูทีมชาติเยอรมันเตะในสนาม" เป็นหนึ่งในนั้น... วันนี้เราจะได้ไปหาพวกมันแล้ว จะได้ไปดูมันเตะกับตาในสนามแล้ว เราได้ทำหนึ่งใน 100 สิ่งที่อยากทำก่อนตายได้อย่างหนึ่งแล้ว... มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ :')
ทุ่ม 5 นาที
ประกาศเรียกขึ้นเครื่อง สายการบิน Etihad Airways เที่ยวบิน EY411 ปลายทางสนามบินอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ขึ้นเครื่อง Etihad ครั้งแรก ลำใหญ่กว้างขวางดี ที่นั่งไม่กว้างเท่าที่จินตนาการไว้แต่ก็ไม่เดือดร้อนซักเท่าไหร่ เราเลือกที่นั่งริมหน้าต่าง (กลัวความสูง แต่ก็ชอบนั่งริมหน้าต่างทุกครั้งที่เลือกได้ ฮ่าๆๆ) ที่ที่นั่งจะมีหมอน, ผ้าห่ม, แล้วก็ถุงยังชีพ (ฮาา) ในถุงนั้นก็จะมีถุงเท้า, ผ้าปิดตา, แปรงสีฟัน แล้วก็ยาสีฟันให้ นอกจากนี้ก็มีหูฟังให้ด้วยสำหรับใครที่อยากดูหนังฟังเพลง หรือจะเล่นเกมก็ตามสบาย
| นี่คือถุงยังชีพของเรา ข้างในมีผ้าปิดตา, แปรงสีฟัน, ยาสีฟัน และถุงเท้า แต่ถุงเท้าเราถอดทิ้งไว้บนเครื่องแหละ เอิ๊กกก... |
20:05 เวลามาเลเซีย
เครื่องออกจากกัวลาลัมเปอร์ เหินฟ้าสู่เมืองอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พอเครื่องออกไปได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง แอร์ฯ ก็เอาอาหารมาเสิร์ฟ รสชาติอาหารก็โอเคนะ แต่ถามว่าอร่อยล้ำมั้ย? ก็ไม่ขนาดนั้น แต่น้ำส้มนี่ไม่อร่อยอย่างรุนแรง -..-
| มื้อแรกบนเครื่องบิน...Omlet กับไส้กรอกแล้วก็อะไรทอดก็ไม่รู้เหมือนเป็นมันฝรั่งบด ของหวานเป็นผลไม้มีแตงโม, สับปะรด, เมล่อน แล้วก็องุ่นลูกนึง มีบราวนี่กับโยเกิร์ตสตรอว์เบอร์รี่ด้วย อร่อยดีๆ |
กินข้าวเสร็จก็นอน 7 ชั่วโมงผ่านไป กัปตันก็ส่งเสียงปลุก เครื่องจะลงที่สนามบินอาบูดาบีแล้ว เครื่องดีเลย์เล็กน้อยประมาณครึ่งชั่วโมง ตามเวลาในตั๋วจะถึงอาบูดาบี 22:50 แต่เราลงเครื่องมาแล้วเห็นเวลาในสนามบินเป็น 23:30 พอเข้ามาในเทอร์มินัลก็จะมีเจ้าหน้าที่ของ Etihad คอยบอกทางว่าผู้โดยสารที่ Transit ให้ไปทางไหน เราก็เดินๆ ตามเขาไป กว่าจะถึงเกทก็ไกลเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ไปถึงก็นั่งรอซักพัก เล่น wifi ฟรีฆ่าเวลาไป
ตี 1 สิบนาทีก็เรียกขึ้นเครื่อง เที่ยวบิน EY 1 ปลายทางสนามบินนานาชาติแฟรงค์เฟิร์ต อัม ไมน์
...ฉันจะไปหาพวกแกแล้วนะ แล้วเจอกัน... :)
...ฉันจะไปหาพวกแกแล้วนะ แล้วเจอกัน... :)









