Tuesday, 5 January 2016

Germany, here I am! :: Day 1 | Guten Morgen aus Frankfurt. (Part II)


2 ก.ย.


11 โมงครึ่ง เข้าห้องพักเรียบร้อยแล้ว มี wifi ปุ๊บก็ออนไลน์ปั๊บ ตอนแรกกะว่าจะอาบน้ำแล้วนอนหลับซักงีบก่อนจะออกไปเที่ยวในเมือง แต่พอออนไลน์ก็มีน้องเมนชั่นมาบอกทางทวิตเตอร์ว่าวันนี้ทีมจะออกไปซ้อมกัน แล้วตอนเที่ยงน้องมึน (Thomas Müller) กับน้องโครส (Toni Kroos) จะออกไปแถลงข่าวเท่านั้นแหละ นี่ตาหูผึ่งเลย ไม่นงไม่นอนมันแล้วเว่ย! ฉันไปหาน้องมึนดีกว่าาาาา~

เรารีบเปิด google map เช็กว่าโรงแรมทีมอยู่ตรงไหนแน่ แล้วใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะไปถึง google บอกว่าเดินไป 15 นาที เยี่ยม! ว่าแล้วก็รีบอาบน้ำอาบท่าอย่างเร็วที่สุดในชีวิต แล้วก็เตรียมป้ายเชียร์ทีมชาติที่ทำมาจากเมืองไทย, เสื้อทีมชาติของน้องมึน, กล้อง และปากกาเมจิ 4 แท่ง (ไว้ให้น้องเซ็น) ใส่เป้ เปิด google map หาทางไปโรงแรมของนักเตะอีกที แล้วแคปหน้าจอไว้ เรียบร้อยแล้วก็ไปกันเลย!!!














ออกจากโรงแรมก็เดินไปตามแผนที่ ข้ามแม่น้ำไมน์ไปไม่นานนักก็เห็นปั๊มน้ำมันตามที่ google บอก เราก็จะข้ามถนน ทีนี้การข้ามถนนในเยอรมันนี่ไม่ได้อยากจะข้ามก็ข้ามเหมือนบ้านเรานะ ทุกทางข้ามจะมีสัญญาณไฟเหมือนสัญญาณไฟสำหรับรถยนต์ เราก็ยืนรอสัญญาณไฟเขียว ตั้งนานมันก็ไม่เขียวซะที จนกระทั่งมีชายหนุ่มฝั่งตรงข้าม เขาเดินฝ่าไฟแดงมา (ตอนนั้นไม่มีรถ) แล้วก็มาตบปุ่มที่เสาสัญญาณไฟที่เรายืนรออยู่ดังปั้ก! ก่อนจะเดินจากไปไม่พูดไม่จาซักคำ เราก็แบบ...เอ่อ มันต้องกดปุ่มด้วยเหรอ? ไม่รู้ ฮ่าาาา จะหันไปขอบคุณฮีก็เดินลิ่วๆ ไปแล้ว เออ คนเยอรมันนี่มีน้ำใจแบบแปลกๆ นะ - -"


พูดถึงเรื่องถนนหนทางแล้วขอเล่าให้ฟังซักหน่อย คนเยอรมันใช้จักรยานเยอะมาก เหมือนๆ กับหลายประเทศในยุโรป ดังนั้นเขาจะมีเลนสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ เวลาเดินก็ให้ระวังด้วยว่าไปเดินในเลนจักรยานหรือเปล่า เพราะถ้าโดนจักรยานชนกระเด็นนี่ช่วยไม่ได้นะจ๊ะ นอกจากจะไม่มีใครสงสารแล้วยังจะโดนนักปั่นด่าให้ด้วย อันนี้ประสบมากับตัวเอง - -"

ส่วนรถยนต์ คนขับรถยนต์ที่นี่เขาค่อนข้างมีวินัยเคร่งครัดมาก คนขับรถยนต์ทุกคัน (ที่เราเจอ) รวมถึงรถบัสและรถรางเขาจะหยุดให้คนข้ามถนนก่อนเสมอ ไม่ว่าตรงนั้นจะมีสัญญาณไฟคนข้ามหรือไม่ แต่ถ้ามีสัญญาณไฟแล้วเราฝ่าไฟแดงคนข้ามก็จะโดนด่า แต่ก็จะไม่โดนรถชน ฮ่าๆๆ


เอาล่ะ ตัดกลับมาที่ไฟแดง พอหนุ่มคนนั้นกดปุ่มให้ ไม่นานนักสัญญาณไฟเขียวให้ข้ามถนนก็ติด ก็เดินข้ามถนนไป แล้วก็เดินผ่านปั๊ม ตามในแผนที่เด๊ะเลยอ้ะ ไม่หลงแน่ อิอิ

เดินไปเรื่อยๆ ก็เห็นป้ายที่จอดรถโรงแรม! แอร๊ยยย ฉันมาถึงแล้ว ฉันใกล้จะได้เจอน้องมึนแล้วววว >////< 



เดินเลี้ยวขวาไปตรงทางโค้งข้างหน้านั่นก็เป็นประตูโรงแรมแล้ว และพอเลี้ยวไปเท่านั้นก็เห็นรถบัสทีมจอดอยู่ ณ จุดนั้นคือเลือดสูบฉีดแรงมาก เราไม่เคยมีประสบการณ์ใกล้ชิดกับทีมชาติเยอรมันมาก่อนเลยในชีวิต แค่เห็นรถบัสทีมก็ทำให้มีก้อนจุกที่คอแล้ว น้ำตาจะไหลแล้วเอาจริงๆ นี่ไม่ได้เว่อร์ >_<




กดมาได้แค่รูปเดียวเพราะรีบวิ่งเข้าโรงแรม เข้าไปก็มีแฟนบอลอยู่กลุ่มนึงแล้วก็เห็นตาหนวด (Mats Hummels) แจกลายเซ็นให้แฟนๆ อยู่แค่คนเดียว เราก็เลยวิ่งเข้าไป ชูป้ายให้ฮีเซ็นให้ ตอนแรกฮีไม่สนใจเราเว้ย ก็เลยวิ่งไปดักข้างหน้าแล้วยื่นให้อีก ปากก็บอกว่า "Mats, bitte." ซ้ำๆ ยื่นไปจนจะโดนหน้าฮีอยู่ละ ฮีถึงหันมามองแล้วถาม "Here?" คือถามว่าให้เซ็นที่ป้ายเนี่ยเหรอ? (เสื้อเส้อเบอร์ 5 ทำไมไม่เอามาให้เซ็นวะ - ตาหนวดคงคิดในใจ ฮาาาาา) เราก็บอก "Yes, please!" แล้วฮีก็เซ็นให้ จากนั้นเราก็รีบควักมือถือออกมาแล้วขอถ่ายเซลฟี่กับฮี ตอนแรกฮียังวุ่นวายเซ็นให้คนอื่นๆ อยู่ เราก็รอ แต่ก็แอบทำใจว่าฮีอาจจะไม่ถ่ายด้วยก็ได้ แต่พอเซ็นให้คนสุดท้ายเสร็จฮีก็หันมาทางเราแล้วมองกล้อง แล้วดูพ่อคุณยิ้มเข้าสิ แอร๊ยยยยยย >//////////////<





                                                                                                        


จุดนั้นคือฟินมากค่ะะะะะะ >////< มัทส์เป็นคนนึงที่ nice กับแฟนๆ มากๆ ถึงแม้ว่าช่วงนึงฮีจะบ่น และนอยด์แฟนบอลอยู่ แต่ก็เห็นใจดีกับแฟนๆ ตลอดอ่ะ ฮาาา และเป็นคนสุดท้ายที่เข้าโรงแรม คือใช้เวลากับแฟนๆ นานที่สุดในทีมเลย น่ารัก :)

อ้อ...ระหว่างที่ตาหนวดแจกลายเซ็นอยู่ ชูวับ (Andre Schürrle) กับน้องเฮคเตอร์ (Jonas Hector) ก็เดินเข้ามา แฟนบอลก็ตะโกนเรียกนะ แต่ทั้งสองคนก็ไม่มีใครหยุดแวะแจกลายเซ็น


สรุปคือตอนที่เราไปถึงนั้นนักเตะกลับมาจากซ้อมได้แป๊บนึงแล้ว และคนอื่นๆ ก็เข้าไปข้างในกันหมดแล้ว เหลือก็แต่ตาหนวดคนเดียวนี่แหละ พอตาหนวดเข้าไปแล้วเราก็ยืนรอ เพราะเที่ยงกว่าแล้ว น้องมึนกับน้องโครสจะต้องออกไปแถลงข่าว ต้องได้เจอน้องมึนแน่ๆ มั่นใจมาก ยืนรอซักพักก็เห็นร่างสูงๆ ขายาวๆ เดินออกมาตรงล็อบบี้โรงแรม กำลังจะเดินออกมาขึ้นรถแวนที่จอดรออยู่ตรงบันไดทางเข้าล็อบบี้ เราก็ตะโกนเรียก "มุลเลอรรรรร์!!!" น้องมองมาที่เราแต่ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร แต่เรามั่นใจว่าน้องเห็นเราและเห็นป้าย ตอนนั้นน้องตรงขึ้นรถไปเลยไม่ได้แวะมาแจกลายเซ็น เข้าใจว่ากำลังรีบ อีกแป๊บนึงน้องโครสก็เดินตามออกมา นี่ก็ยกกล้องมาถ่ายไม่ทันเพราะมัวแต่ชื่นชมออร่าของน้องอยู่ ฮาาา คนอะไร้...ขาวโอโม่มากกกกกก -/////-

ยืนรอน้องมึนกับน้องโครสอยู่หน้าโรงแรม
คุณลุงคนขับรถถอยรถมาจอดข้างในโรงแรม
  

  



หลังจากที่น้องมึนกับน้องโครสออกไปแถลงข่าว เราก็ยืนรออยู่ด้านในประตูโรงแรม แต่ไม่ได้เข้าไปในล็อบบี้ คิดว่ายังไงซะน้องมันก็ต้องกลับมา และขากลับน้องอาจจะมีเวลาแวะแจกลายเซ็นหรือถ่ายรูปกับแฟนๆ บ้าง เลยยืนรอด้วยความหวัง แต่แล้วซักพักเจ้าหน้าที่โรงแรมก็เดินออกมาบอกว่าให้ออกไปรอข้างนอกประตู เรากับแฟนบอลที่ยังอยู่ก็ต้องออกไป ก็โดนไล่แล้วนี่ - -"


ยืนรออยู่ประมาณเกือบชั่วโมงได้ รถแวนของน้องมึนกับน้องโครสก็แล่นเข้ามา พวกแฟนบอลเด็กๆ ก็วิ่งกรูตามรถเข้าไป เราก็ตามเขาไปด้วย แต่ว่าไม่ทันเห็นน้องมึนกับน้องโครสเลย ลงรถปุ๊บก็เข้าไปล็อบบี้อย่างไวอ่ะ จุดนั้นก็เฟลนิดนึง แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่เพราะยังไงพรุ่งนี้เราก็จะมาอีก 

พวกแฟนบอล (และเราด้วยนั่นแหละ) ก็นั่งรอกันอยู่นอกประตูโรงแรม ไม่มีใครยอมไปไหน เพราะสันนิษฐานกันว่าพวกนักเตะจะออกไปซ้อมกันรอบเย็นอีกรอบ เราก็ เอาวะ ไหนๆ ก็มาแล้วอยู่รอก็แล้วกัน ซักพักใหญ่ๆ เจ้าหน้าที่โรงแรมก็ออกมาบอกว่าวันนี้นักเตะจะไม่ออกไปไหนแล้ว บอกว่ากลับกันไปเถอะ ตอนแรกเราก็ไม่เชื่อนะ แต่ยืนรออยู่พักใหญ่ก็ไม่มีวี่แววว่าใครจะออกมา 

อ้อ ตอนที่ยืนรอเนี่ยแหละที่เราได้เพื่อนใหม่ชื่อ คาโอริ เขาเป็นคนญี่ปุ่น บอกว่ามาดูบอลทีมชาติ มากับแม่แต่ว่ามาตามนักเตะที่โรงแรมคนเดียว เราก็เลยถามว่าได้เจอใครบ้างมั้ย เขาบอกว่าไม่เจอเหมือนกัน เพราะมาก่อนหน้าเราแค่แป๊บเดียว เจอแต่ตาหนวด เราก็เลยตกลงกันว่าจะกลับ แล้วก็จะนัดกันใหม่พรุ่งนี้

เราออกจากโรงแรมสี่โมงกว่าๆ เดินกลับกับคาโอริ โรงแรมของคาโอริอยู่ทางเดียวกันแต่ว่าเลยที่พักเราไป 2 บล็อคทาง Hbf. คาโอริชวนเรากินข้าวเย็นด้วย เราก็รับปาก นัดเวลากันว่าจะมาเจอที่โรงแรมเราตอน 6 โมงเย็นแล้วค่อยไปเดินหาร้านอาหารแถวๆ นี้กินกัน 



มีเวลาชั่วโมงนึง เลยของีบซักหน่อย ไม่ไหว เหนื่อยมากมายยยย บนเครื่องก็นอนไม่ค่อยจะหลับ เด็กร้องไห้กระจองอแง =___=


หกโมงเย็น

เกือบหลับเพลิน ตื่นมา 6 โมงเป๊ะๆ เลยรีบตาลีตาเหลือกลงไปที่ล็อบบี้ก็เจอคาโอริกับคุณแม่มานั่งรออยู่ รู้สึกผิดมากๆ เลยขอโทษไปยกใหญ่ แล้วก็ออกไปเดินหาร้านกัน คือต่างคนต่างมาที่แฟรงค์เฟิร์ตวันแรก ยังไม่รู้อะไรอยู่ตรงไหนก็พากันเดินมั่วเลย ฮ่าๆๆ ตอนแรกเข้าไปที่ Hbf. มันก็มีแต่พวกฟาสต์ฟู้ด ไม่ใช่เป็นร้านที่นั่งกินได้ เลยเดินออกมาตรงถนน เจอร้านเคบับก็เลยนั่งกินกัน เราสั่งแซนด์วิชไก่ แล้วคาโอริกับแม่ก็สั่งตาม ฮาาา นั่งกินกัน คุณแม่คาโอริถามเราใหญ่เลยว่ามาคนเดียวจากเมืองไทยเลยเหรอ พ่อแม่ไม่เป็นห่วงเหรอ เขาดูทึ่งมากๆ พูดตลอดเลยว่าเราเก่งงู้นงี้ ฮาาาา จำไม่ได้แล้วว่าเขาอยู่เมืองอะไร แต่จำได้ว่าอยู่ทางเหนือของญี่ปุ่น นั่งคุยกันไปพักใหญ่ สาวญี่ปุ่นสองคนกินหมดแล้ว อิสาวไทยนี่ยังกินไปไม่ถึงครึ่งอันเลยขร่า อันใหญ่มว้ากกกก -0- พอตอนเก็บเงิน คุณแม่ของคาโอริก็บอกว่าไม่ต้องจ่าย เดี๋ยวเขาจะเลี้ยงเอง ถือเป็นการขอบคุณที่ไปติ่งเป็นเพื่อนลูกสาวเขา ฮาาาา กลายเป็นว่าอาหารมื้อแรกที่เยอรมันเราก็ประหยัดไป 2.7 ยูโรแล้ว อิอิ แถมกินไม่หมดอีก เลยถือกลับไปห้องด้วย กะว่าเอาไว้กินตอนมืดๆ เผื่อหิว ฮี่ๆ




กินข้าวเสร็จเราก็แยกย้ายกัน เรานัดเจอกับคาโอริหน้าโรงแรมเราตอน 8 โมงเช้า คือตามตารางเราวันพรุ่งนี้ก็กะไปเฝ้าทั้งวันอยู่แล้ว เลยรีบไปตั้งแต่เช้า เผื่อพวกนางออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งกันงี้ ^o^



แยกกับคาโอริกับแม่แล้วเราก็ไปที่ร้านสะดวกซื้อ หรือมินิมาร์ท ที่นี่จะเรียกว่า Kiosk มีของขายสารพัด เราจะไปซื้อซิมอินเตอร์เนตตามที่ตาลุงหน้านิ่งที่โรงแรมแนะนำมา 

เข้าไปในร้าน คนขายน่าจะเป็นคนตุรกี เราก็ถามว่ามีซิมเนตขายมั้ย ฮีก็หยิบมาให้ แล้วก็จัดการเปลี่ยนให้และก็ลงทะเบียนให้เสร็จสรรพ หูย...ใจดีอ้ะ :3

ได้ซิมยี่ห้อ Lyca มา เล่นเนตได้ 3 GB ใช้ได้ 30 วัน โทรได้ด้วย แต่จำไม่ได้ละว่านาทีละเท่าไหร่เพราะไม่ได้โทร ราคาตามแพ็คเกจคือ 14.99 ยูโร รายละเอียดตามนี้ http://www.lycamobile.de/de/bundle?id=3



แต่เอาจริงๆ เราไม่อยากแนะนำยี่ห้อนี้เลยอ่ะ สัญญาณมันกากม้ากกกก เสียอารมณ์สุดๆ เดี๋ยวหลุดเดี๋ยวกลายเป็น Edge อะไรก็ไม่รู้ ถ้าไปคราวหน้าจะยอมลงทุนใช้ของ T-mobile ละ -.-


พอคุณเจ้าของร้านลงทะเบียนซิมให้เรียบร้อยแล้ว เราก็ซื้อน้ำเปล่าขวดนึง จริงๆ เราเอาขวดเปล่าขนาด 0.5 ลิตรไปจากเมืองไทยด้วยนะ แต่ว่าตั้งแต่ออกจากสนามบินมายังไม่เห็นที่กดน้ำเลย เดี๋ยวคืนนี้จะไม่มีน้ำกินเลยซื้อไปละกัน ขวด 1.5 ลิตร ดูราคา... 3 ยูโร! o_o คือคนเยอรมันส่วนใหญ่น้ำเปล่าของเค้าจะเป็นน้ำเปล่าอัดแก๊ส คล้ายๆ โซดา แต่ถ้าแบบธรรมดาไม่อัดแก๊ส ส่วนใหญ่ที่ขายใน Kiosk ก็จะเป็นน้ำแร่เลย นั่นคือเหตุผลที่มันแพงเยี่ยงนี้...ฮรึกกก T^T เอาวะ ซื้อที่โรงแรมก็คงจะราคาพอกัน 

พอให้พี่เค้าคิดตังค์กลายเป็น 21 ยูโร เราก็งง เฮ้ย ค่าซิม 15 ยูโร (เซนต์นึงติ๊ปให้ก็ได้) น้ำอีก 3 ยูโร ทำไมไม่เป็น 18 ยูโรวะ เราก็เลยถามว่า เฮ้ ยูคิดตังค์ผิดป่าว เขาก็บอกว่า ค่าซิมบวกค่าบริการ 18 ยูโรไงยู อืม...นึกว่าจะใจดีลงทะเบียนให้ฟรีงี้ โอเค้... 21 ยูโรก็ 21 ยูโรวะ จ่ายๆ ไปหมดเรื่อง จะได้กลับไปนอนซักที -.-

เออ แล้วพอกลับมาถึงห้องถึงได้รู้ว่าลืมแซนด์วิชไว้ที่ Kiosk! ฮาาาาา วางทิ้งไว้เฉยเลย แต่คืนนั้นก็ไม่ได้หิวอะไรนะ อิ่มอกอิ่มใจ อิอิ


จบการใช้ชีวิตวันแรกในเยอรมันแล้ว พรุ่งนี้เราจะไปตามหนุ่มๆ ทีมชาติ จะฟินแค่ไหน รอตอนต่อไปนะจ๊ะ
ฮี่ๆๆ

Tuesday, 3 November 2015

Germany, here I am! :: Day 1 | Guten Morgen aus Frankfurt. (Part I)



2 กันยายน 2015



เสียงกอกแกกของรถเข็น และเสียง "Sandwich, sir. Drink, sir?" ของแอร์โฮสเตจและสจ๊วตดังแว่วๆ ทำให้เราลืมตาขึ้นมามองไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ากำลังใกล้สว่าง เป็นสีแดงเรื่อๆ ...ตอนนี้เราอยู่ส่วนไหนของโลกแล้วนะ... เราเอื้อมมือไปเปิดจอที่อยู่หน้าที่นั่งเพื่อดูว่าตอนนี้เครื่องบินอยู่ที่ไหน แล้วโปรแกรมก็บอกเราว่าตอนนี้กำลังบินอยู่เหนือกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม อีก 1 ชม. 15 นาทีจะถึงแฟรงค์เฟิร์ต 



เราหยิบทิชชู่เปียกออกมาเช็ดหน้าเช็ดตา แล้วรอคุณสจ๊วตเข็นรถอาหารมา แหม...มื้อเช้านี่คิดว่าจะได้กิน American breakfast แบบจัดเต็ม แต่ผิดคาด มื้อนี้มีแค่แซนด์วิชไก่ให้คนละชิ้น ฮ่าๆๆ



ไม่นานนักกัปตันก็ประกาศว่ากำลังจะลดระดับเพื่อลงจอดที่สนามบินนานาชาติแฟรงค์เฟิร์ต บอกเวลาและอุณหภูมิที่แฟรงค์เฟิร์ต แล้วพอเครื่องบินบินทะลุเมฆลงมาก็เริ่มเห็นถนนหนทางตึกรามบ้านช่องที่อยู่ข้างล่าง เป็นภาพที่แปลกตาดี ไม่เหมือนกับที่เคยเห็นเลย 



...ฉันมาถึงที่นี่จนได้สินะ... สวัสดีแฟรงค์เฟิร์ต :)





เช้าแล้ว...ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นบนท้องฟ้านี่ก็ดีเหมือนกันแฮะ :)




อากาศข้างนอกเย็นจัดจนน้ำแข็งเกาะหน้าต่างเครื่องบินเลย



   
เห็น REWE นี่ก็เป็นเครื่องยืนยันว่ามาถึงเยอรมันแล้วจริงๆ :D




7:12 น.

เครื่องลงจอดที่สนามบินนานาชาติแฟรงค์เฟิร์ต อัม ไมน์ ลงจากเครื่องแล้วเราก็เดินตามเขาไปเข้าแถวผ่าน ตม. เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่นี่หน้าตานิ่งมาก เป็นผู้ชายหมดเลย เราก็เล็งช่องที่ดูหน้าตาใจดีที่สุดไว้ (อีกนัยหนึ่งคือหล่อที่สุด ฮ่าๆๆ) แต่ว่าพอถึงคิวเรา ช่องอื่นว่างก็เลยต้องไปช่องนั้น เจอคุณตำรวจอวบๆ หน้าตาขึงขัง นี่เลยส่งยิ้มนำไปก่อนตามด้วย "Guten Morgen." แล้วยื่นพาสปอร์ตให้ คุณตำรวจยิ้มมุมปากหน่อยนึงแล้วก็ทำหน้าขรึมเหมือนเดิม


ตม. "มาทำอะไรครับ"

เรา "มาเที่ยวค่ะ"
ตม. "มากับใครครับ"
เรา "มาคนเดียวค่ะ"
ตม. "มาอยู่กี่วันครับ"
เรา "13 วันค่ะ"
ตม. "อยู่ที่เยอรมันตลอดเลยหรือเปล่า ไปที่ไหนบ้าง"
เรา "อยู่เยอรมันตลอดค่ะ อยู่ที่แฟรงค์เฟิร์ต 3 วัน จากนั้นไปมิวนิกค่ะ"
ตม. "มีที่พักเรียบร้อย?"
เรา "มีค่ะ" (ยื่นใบจองที่พักทั้งที่แฟรงค์เฟิร์ตและมิวนิกให้)
ตม. "ขอดูตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับหน่อยได้ไหมครับ"
เรา "นี่ค่ะ" (ยื่นตั๋วเครื่องบินขากลับให้)

คุณตำรวจเปิดดูตั๋วพลิกไปมา เปิดพาสปอร์ตพลิกไปมา แล้วก็พิมพ์อะไรยุกยิกในคอมพิวเตอร์ก็ไม่รู้ รู้สึกว่าโคตรนานเลย แล้วพอคลิกอะไรในคอมพิวเตอร์เสร็จก็ส่งเอกสารต่างๆ พร้อมกับพาสปอร์ตคืนให้


ตม. "ขอบคุณครับ ขอให้เที่ยวให้สนุก"

เรา "Danke!" 

ผ่าน ตม. มาแล้วก็เดินไปที่สายพานลำเลียงกระเป๋า เอ้อ ตอนเข้าแถวรอผ่าน ตม. เห็นน้องคนไทยสองคนชายหญิง ได้ยินเขาคุยกันก็เลยรู้ว่าเป็นคนไทย ตอนเดินไปรับกระเป๋าก็เห็นอีกเลยทักเขาไป น้องผู้ชายถามว่ามาเที่ยวเหรอ เราก็บอกว่าจริงๆ มาดูบอล (คือไม่ต้องบอกก็ได้ป่ะ มาเที่ยวก็จบแล้ว ไม่รู้จะบอกทำไม ฮ่าๆๆ) น้องก็ถามต่อว่ามาคนเดียวเลยเหรอครับ เราก็พยักหน้า น้องก็พยักหน้าเป็นเชิงทึ่ง (คิดเอาเอง ฮ่าๆๆๆ) จากนั้นก็แยกกันไปรับกระเป๋าที่สายพาน ตอนนั้นเอง คำเตือนของเพื่อนที่บอกว่า 


"เอทิฮัดนี่ขึ้นชื่อเลยนะเว่ยเรื่องกระเป๋าหายอ่ะ ระวังให้ดี ทางที่ดีแกเอาเสื้อผ้า 2-3 ชุดกับของจำเป็นแยกไว้ในเป้อีกใบแล้วถือขึ้นเครื่องไปเลยนะ" 


แล่นเข้ามาในหัวทันที แล้วก็เกิดอาการประสาทขึ้นมานิดๆ (แล้วเราก็ทำตามที่เพื่อนแนะนำด้วยนะ) เดินไปที่สายพานลำเลียงกระเป๋าอันแรก คือที่สายพานมันจะมีจออยู่ใช่ป่ะ เราก็เห็นเที่ยวบินของเรามันกระพริบอยู่ ก็เข้าใจว่า เออ กระเป๋าเรามาสายพานอันนี้แหละ ยืนรออยู่นานสองนาน กระเป๋าวนไป 2 รอบ เฮ้ย...กระเป๋าเราล่ะ? เอาแล้วสิ... เริ่มแพนิค เดินรอบสายพานก็ไม่มีกระเป๋าสีแดงของฉัน! กระเป๋าฉันหายไปไหน!? หรือว่าจะเป็นอย่างที่เพื่อนบอกจริงๆ??? o_o


ตอนนั้นเริ่มประสาทเสียของจริง เดินวนๆ รอบสายพานแล้วก็ไม่เจอกระเป๋าตัวเอง น้ำตามาค่ะ ...นี่ฉันจะโชคร้ายในครั้งแรกที่มาต่างประเทศเลยเหรอวะ...


ทันใดนั้น ก็หันไปเห็นฝรั่งคนหนึ่งที่นั่งเครื่องลำเดียวกับเราเขาไปยืนรออยู่อีกสายพานนึงก็เลยเริ่มเอะใจ เออ...ผู้โดยสารหลายคนเราคุ้นหน้าว่านั่งเครื่องลำเดียวกันเขาก็ไปยืนรอกันตรงโน้นนี่หว่า เลยดูจอที่สายพานอีกที ถึงได้เห็นว่ามันมีหมายเลขสายพานอยู่ข้างหลังเที่ยวบิน! หายโง่เลยค่ะทีนี้ ฮาาาาาา เห็นดังนั้นแล้วก็เลยรีบเดินไปตรงสายพานเบอร์ 4 เพราะกลัวว่าจะมีคนหยิบกระเป๋าผิดไปอีก คราวนี้งานเข้าของจริงแน่



ได้กระเป๋ามาแล้วก็แวะเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน เรียกขวัญตัวเองที่กระเจิงไปตอนไม่เห็นกระเป๋าที่สายพานเบอร์ 1 (ฮ่าๆ) แล้วก็นั่งเวิ่นเล่น wifi ฟรีอยู่ในสนามบินพักใหญ่ไม่รีบร้อน เพราะตามโปรแกรมวันนี้ของเราไม่มีอะไรมาก เอากระเป๋าไปฝากที่โรงแรม (เพราะเช็คอินได้ตอนบ่ายสอง) แล้วค่อยไปเดินเล่นในเขตเมืองเก่าของแฟรงค์เฟิร์ต


...เอาความจริงป่ะ?... ที่เรายังร่ำไรไม่ยอมออกจากสนามบินเพราะยังไม่กล้า ยังทำใจอยู่ ฮ่าๆๆๆ จริงๆ แล้วก็ปอดแหกเหมือนกัน เลยขอตั้งหลัก บิ๊วด์ความกล้าของตัวเองซักพักนึงก่อน เดี๋ยวหายตื่นแล้วจะออกไปนะ :3



ถึงแล้วววว สนามบินแฟรงค์เฟิร์ต จุดนี้คือจุดนัดพบหลังออกมาจากจุดรับกระเป๋าแล้ว เดินตรงออกไปก็จะเป็นทางออก จะออกไปไหนบ้างก็มีป้ายบอก แต่เราจะออกไปไหนเหรอ...เดี๋ยวเล่าให้ฟัง ฮ่าๆๆ


ถังขยะที่เยอรมันที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นถังแยกขยะแบบนี้ ถ้าจะทิ้งก็ทิ้งให้ถูกช่องด้วยนะจ๊ะ


Trinkwasser แปลว่า น้ำดื่ม ที่เยอรมันเขาเคลมว่าน้ำประปาสามารถดื่มได้ อ่านหนังสือท่องเที่ยวกี่เล่มเขาก็บอกว่าน้ำประปาดื่มได้ แต่เราก็ไม่มีโอกาสได้ลองดื่มน้ำประปาของเขานะ เรื่องน้ำดื่มนี่เราก็มีประเด็นอยู่เหมือนกัน แล้วจะเล่าให้ฟังต่อไป


เรานั่งเฉยๆ ดูผู้คนเดินไปมาในอาคารผู้โดยสารขาเข้าอยู่ซักพัก เช็คอิน (ในเฟซบุ๊ก) และรายงานตัวกับเพื่อนๆ และที่บ้านผ่านทาง LINE เรียบร้อยก็ลากกระเป๋าออกมาเพื่อจะนั่งรถไฟไปสถานีรถไฟหลักแฟรงค์เฟิร์ต หรือ Frankfurt Hauptbahnhof (ต่อไปนี้จะเรียกสั้นๆ ว่า Hbf) เราจะไปตั้งหลักที่ Hbf ก่อนแล้วค่อยไปโรงแรมที่ (ในแผนที่บอกว่า) อยู่ไม่ไกล


...เอาล่ะ การผจญภัยของฉันจะเริ่มขึ้น ณ บัดนาว... ป่ะ ออกไปตะลุยเยอรมนีกัน!




ก่อนมา เราหาข้อมูลตั๋วรถไฟที่แฟรงค์เฟิร์ตน้อยกว่าที่มิวนิกมาก เพราะอยู่แค่ 3 วัน ก็คิดว่าซื้อตั๋ววันเป็นวันๆ ไปคงไม่เปลืองมากเท่าไหร่ 


คืองี้ ระบบขนส่งสาธารณะของเยอรมันเขาจะใช้รถไฟเป็นหลัก ซึ่งดำเนินการโดย DB (Deutsche Bahn) หรือการรถไฟแห่งเยอรมันซึ่งจะเป็นการเดินทางระหว่างเมือง แต่สำหรับระบบขนส่งสาธารณะในเมืองก็จะมี 4 ชนิด คือ







S = S-Bahn คือรถไฟระยะสั้น
U = U-Bahn คือรถไฟใต้ดิน (บางทีก็ขึ้นมาวิ่งบนดินนะ)
Tram = Tram คือรถราง (แกจะเท่ากับ Tram ทำไม)
Bus = รถบัส (เยอรมันอ่าน บุส)

โดยทั้ง 4 ชนิดนี้สามารถใช้ตั๋วใบเดียวกันได้หมด ซื้อตั๋วครั้งเดียว จะนั่งรถอะไรก็เชิญตามสบายเลย คือมันดีงามมมมม และเป็นสิ่งที่เราประทับใจที่สุดก็ว่าได้ เพราะมันทำให้การเดินทางสะดวกสบายม้ากกกกก ขอย้ำว่ามากกกกก แล้วตู้ขายตั๋วก็มีอยู่ที่ป้ายรถเมล์, ป้ายรถราง หรือในสถานี S-Bahn, U-Bahn ทั่วไป ที่โฮสเทลบางที่ก็จะมีตั๋ววันขายด้วย สะดวกมากๆ ก็ได้แต่เฝ้าฝันว่าอยากให้เมืองไทยเราทำแบบเขาได้บ้าง...จะต้องรออีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน v_v


โอเค กลับมาที่เยอรมนีค่ะ อย่างที่บอกไปว่ารถทั้ง 4 ชนิดข้างบนนั้นใช้สำหรับเดินทางในเมือง ซึ่ง DB ไม่ได้เข้ามาดำเนินการโดยตรง แต่แบ่งเป็นเขตการเดินรถซึ่งแต่ละเขตก็จะครอบคลุมพื้นที่แต่ละรัฐ (หรือบางเขตก็ 2 รัฐที่มีพื้นที่ไม่มาก) และดำเนินการโดยบริษัทเอกชนที่ได้สัมปทาน ซึ่งตั๋วที่เรากดมานั้นเอามาใช้ข้ามเขตไม่ได้ ต้องใช้ในเขตของใครของมันว่างั้น 


อย่างเมืองแฟรงค์เฟิร์ตอยู่ในรัฐ Hesse เฮสส์ (ภาษาเยอรมันคือรัฐ Hessen เฮสเซ่น) และอยู่ในเขตการเดินรถ Rhein-Main-Verkehrsverbund เรียกย่อๆ ว่าเขต RMV ส่วนมิวนิกอยู่ในรัฐ Bavaria บาวาเรีย (ภาษาเยอรมันคือรัฐ Bayern บาเยิร์น) อยู่ในเขตการเดินรถ Münchner Verkehrs- und Tarifverbund หรือ MVV เป็นต้น 




TIP: ถ้าอยากรู้ว่าเมืองไหนอยู่เขตการเดินรถไหนเพื่อที่จะไปหาข้อมูลการเดินทางในเมืองนั้นให้ search google ว่า "xxx public transport" เช่น พิมพ์ว่า Frankfurt public transport ไป อากู๋ก็จะเอาเว็บ RMV ขึ้นมาให้เราเลย  


เราก็เข้าไปหาข้อมูลการเดินทางในแฟรงค์เฟิร์ตจากเว็บของ RMV และเว็บการท่องเที่ยวแฟรงค์เฟิร์ต ค้นไปค้นมาก็เห็นว่ามี Frankfurt Card ที่ใช้เป็นตั๋วรถไฟ, รถไฟใต้ดิน, รถบัส, รถราง ที่ว่ามาข้างบนภายในแฟรงค์เฟิร์ตได้ในบัตรเดียว แถมยังมีส่วนลดเข้าพิพิธภัณฑ์แล้วก็ Main Tower ได้ด้วย เออ...เข้าท่า งั้นซื้อบัตรอันนี้แหละจะได้ไม่ต้องยุ่งยากกับการซื้อตั๋ว มีบัตรเดียวเที่ยวได้ตลอด เลิศ~



Frankfurt Card นี้จะมี 4 แบบ คือ


1. ตั๋วเดี่ยว สำหรับ 1 วัน ราคา 9.90

2. ตั๋วเดี่ยว สำหรับ 2 วัน ราคา 14.50€ (เราซื้ออันนี้)
3. ตั๋วกลุ่ม (2-5 คน) สำหรับ 1 วัน ราคา 20
4. ตั๋วกลุ่ม (2-5 คน) สำหรับ 2 วัน ราคา 29.50



นี่เป็นหน้าตา Frankfurt Card ตัวจริง แบบ 2 วัน ราคา 14.50€ (ประมาณ 580 บาท)
รายละเอียดของ Frankfurt Card ดูได้ที่นี่



เล่าต่อ... พอลากกระเป๋าออกมาจากจุดนัดพบของอาคารผู้โดยสารขาเข้าแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือไปซื้อเจ้า Frankfurt Card นี่ จากที่ดูในเว็บมา จุดที่ขายในสนามบินมีอยู่ 3 จุด คือที่ Welcome Center Terminal 1, Service Point Terminal 1 แล้วก็ที่ Service Point Terminal 2 เครื่องเราลงที่ Terminal 2 จุดที่ขายอยู่ระหว่าง Hall D กับ Hall E ก็เดินหากันไปค่ะ แต่หาไม่ยากหรอกเดินตามป้ายเอา และแล้วเราก็หา Service Point เจอ เจ้าหน้าที่เป็นผู้ชายมีอายุหน่อย ใจดีอยู่ เราก็เข้าไปถามว่าซื้อ Frankfurt Card ที่นี่ใช่ไหม เขาบอกว่าใช่ ซื้อได้แล้วก็ถามเขาด้วยว่าเราจะไป Hbf ยังไง เขาก็บอกมาว่าให้เดินออกไปตามป้าย Terminal 1 จะมีรถ Shuttle Bus ที่จะไป Terminal 1 จอดอยู่ คือเราต้องนั่งรถไป Terminal 1 เพราะสถานีรถไฟสนามบินอยู่ที่นั่นแล้วถึงจะนั่งรถไฟไป Hbf อีกที

เดินพ้นประตูอาคารผู้โดยสารออกมาก็เจอรถบัสจอดอยู่ พร้อมกับเจออากาศเย็น (ตอนนั้นประมาณ 12 องศา) รถบัสนี้เป็นรถที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารระหว่าง Terminal 1 กับ Terminal 2 ฟรี จริงๆ ที่หน้ารถก็เขียนไว้ว่า Terminal 1 แหละ แต่เราก็เดินไปถามคนขับรถอีกทีเพื่อความชัวร์ เขาก็พยักหน้า กะเหรี่ยงสาวก็ยกกระเป๋าแบกเป้ขึ้นรถไปหาที่นั่ง ไม่เกิน 10 นาทีก็ถึง Terminal 1 ลงมาจากรถแล้วก็ยืนเอ๋ออยู่ 1 นาที อ่ะ แล้วยังไงต่อล่ะทีนี้... 


บนรถ Shuttle Bus ไป Terminal 1 ที่หน้าจอเขียนว่า "ยินดีต้อนรับสู่สนามบินแฟรงค์เฟิร์ต" ด้วย :)

ก่อนอื่นคือต้องเดินหาตัวสถานีก่อนค่ะ ชานชาลามันอยู่ตรงไหนวะ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นจะมีอะไรที่เหมือนรางรถไฟหรือชานชาลาเลย เอาวะ...เดินตามเขาไปแล้วกัน เดินไปก็เห็นป้ายไปชานชาลา นี่ก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปตามป้ายเลยค่ะ จนไปโผล่ที่ชานชาลา ตื่นตาตื่นใจอยู่พอสมควร ฮ่าๆๆ เสร็จแล้วก็ไปซื้อตั๋ว ไปยืนงมอยู่ที่ตู้ขายตั๋วพักใหญ่แล้วก็ซื้อตั๋วรถไฟแบบเที่ยวเดียว (Single Journey / Einzelfahrt Erwachsene) ต้นทาง Fughafen ไป Hauptbahnhof ราคา 4.55€ มาถือไว้


...ถึงตอนนี้หลายคนคงสงสัยกันใช่ไหมคะว่าทำไมต้องซื้อตั๋วรถไฟอีก ในเมื่อมี Frankfurt Card บัตรเอนกประสงค์แล้ว... ก็นั่นสิคะ! ดิฉันก็อยากรู้เหมือนกันค่ะว่าจะซื้อทำไมอีก!?!? T__T


ด้วยความตื่นเต้นและลนลาน สมองประมวลผลรวน ก็เลยเบลอ ประมาณว่า มาถึงสถานีรถไฟก็ต้องซื้อตั๋วรถไฟสิ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ โอ๊ยย อยากจะเขกกระบาลตัวเองมากๆ เสียเงินไปเกือบ 200 โดยใช่เหตุจริงๆ - -"


นี่คือหน้าตาตั๋วรถไฟเที่ยวเดียว หรือ Single Journey Ticket ตั๋วเที่ยวเดียวนี้จะคิดราคาเป็นโซน จะไปกี่สถานีก็แล้วแต่ในโซนเดียวกันก็ราคาเท่ากันและจะใช้ได้แค่เที่ยวเดียวเท่านั้น ข้ามโซนไม่ได้ นั่งผิดจะนั่งกลับก็ไม่ได้นะ ต้องซื้อใหม่


ระหว่างทางเดินจากป้ายจอดรถบัสไปยังชานชาลา เออเนอะ...ป้ายมันก็บอกอยู่แล้วว่า Fernbahnhof ก็ยังจะเดินไป คนเรา ฮ่าๆๆ

เดินตามป้ายมาแล้วก็มาโผล่ตรงนี้ นึกภาพเรายืนแหงนมองหลังคาสถานีรถไฟแล้วกล้องหมุนรอบตัวเหมือนในละคร ฮ่าๆๆๆๆ

ตู้ขายตั๋วรถไฟ  มีคนมายืนงมเหมือนเราแหละ ฮ่าๆๆ


TIP: ตู้ขายตั๋วรถไฟจะมี 2 ประเภทต้องดูด้วยนะคะ อย่างในรูปนี้จะมีสัญลักษณ์ RMV นั่นหมายความว่าขายตั๋วสำหรับรถโดยสารสาธารณะในเมือง ไม่ใช่ตั๋วรถไฟระยะไกลไปต่างเมือง ถ้าตั๋วประเภทนั้นต้องไปซื้อที่ตู้ที่มีสัญลักษณ์ DB ค่ะ


เอาล่ะ ช่างมัน ได้ตั๋วมาแล้วก็ใช้ซะ เดินไปดูตารางรถไฟก็ไม่เห็นมีขบวนไหนบอกว่าไป Frankfurt Hbf เลยซักขบวน เลยเดินไปถามที่บูธประชาสัมพันธ์ของ DB เจ้าหน้าที่หนุ่มผมยาวหน้าคล้าย เอมมานูเอล เปอตีต์ ตอนบอลโลกฟร้องซ์ 98 นั่งอยู่ เราก็ยิ้มเข้าไปเหมือนเคย ถามว่าจะไป Hbf ต้องไปขึ้นชานชาลาไหน ฮีทำหน้าตึงไม่เหลือความหล่อเลย ตอบมาแบบห้วนๆ ว่า 

"หล่อนมาผิดสถานีแล้วย่ะ นี่มันสถานีรถไฟทางไกลไปต่างเมือง จะเข้าเมืองต้องไปสถานีข้างล่างนู่น"
(ล้อเล่นนะ ฮีแมนอยู่ ฮ่าๆๆๆ)


สรุปว่ามาผิดสถานีค่ะ! ตรึ่งงงง... สถานีที่เรายืนอยู่นี้คือ Fernbahnhof หรือ Long Distance Trains ซึ่งจะมีรถไฟประเภท RB, RE (รถไฟท้องถิ่น) แล้วก็พวกรถไฟความเร็วสูง IC, ICE, EC ก็ตามที่คุณเปอตีต์บอกนั่นแหละค่ะ มันเป็นรถไฟที่วิ่งไปต่างเมือง ส่วนสถานี S-Bahn, U-Bahn อยู่ชั้นใต้ดิน ต้องไปขึ้นที่นั่นถ้าจะไป Hbf ...รู้แล้วก็ไปสิคะ จะรออะไร!?


เดินย้อนกลับไปทางเดิม คราวนี้มีสติมากขึ้นแล้ว ก็มองหาป้ายทางที่ไปสถานีรถไฟใต้ดิน แล้วก็ไปถึงจนได้ ไปยืนป้ำๆ เป๋อๆ ซักพัก ไม่แน่ใจว่ามายืนรอถูกชานชาลารึเปล่า ก็เลยเดินไปถามผู้ชายคนนึงที่นั่งรออยู่ตรงนั้น ก่อนอื่นก็ถามเขาก่อนว่าพูดภาษาอังกฤษได้มั้ย โชคดีที่เขาพูดได้ (ความจริงก็ค่อนข้างมั่นใจแหละว่าพูดได้แน่ๆ เพราะใส่สูทผูกไทหิ้วกระเป๋าเจมส์บอนด์ท่าทางเหมือนนักธุรกิจ) เขาก็บอกว่ารอชานชาลานี้แหละถูกแล้ว เราก็เดินไปหาที่นั่งรอ ใกล้ๆ มีสาววัยรุ่นคนนึงนั่งอยู่ก่อน แล้วก็มีนักท่องเที่ยวเดินเข้ามาถามน้องว่าจะไปที่ไหนซักที่นี่แหละต้องไปขึ้นชานชาลาไหน น้องเขาก็บอกให้เป็นภาษาอังกฤษ เราก็เลยถามบ้าง (เพื่อความชัวร์) ว่าตั๋วอันนี้ใช้กับรถไฟอันนี้ได้ใช่ไหม ต้องรอรอบไหนหรือเปล่า น้องเขาก็เปิดแอพเช็กให้เลยนะ แล้วก็บอกว่าขึ้นได้ทุกขบวน (ตอนนั้นยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องตั๋วรถไฟเท่าไหร่เลยกลัวพลาด) รอไม่นานรถไฟก็มา ไป เข้าเมืองกัน!


สถานีรถไฟใต้ดิน

บนรถไฟ S-Bahn สาย S9 ปลายทาง Hanau Hbf

บนรถจะมีจอแบบนี้ บอกว่าป้ายต่อไปคือป้ายอะไรถึงเวลากี่โมง อีก 7 นาทีเราก็จะถึงสถานี Frankfurt Hauptbahnhof แล้ว :D

พี่มาแล้วววววว~

เดินขึ้นมาด้านบนก็จะเป็นชานชาลาสำหรับรถไฟระยะไกล คนพลุกพล่านจอแจเชียว

ตารางรถไฟที่จะมีอยู่ทุกสถานี จะบอกเวลาออก, ชื่อขบวน, เมืองที่ผ่าน, สถานีปลายทาง และหมายเลขชานชาลา แต่วันนี้เรายังไม่ต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้ เอาไว้ก่อน :)


พอขึ้นมาแล้วเห็นป้ายบอกทางไป RieseZentrum หรือ Tourist Information ก็ไปตั้งต้นที่นั่นก่อนเลย ความจริงเราก็แคปแผนที่ไปที่พักมาเรียบร้อยแล้ว ปัญหาคือ เราต้องไปออกตรงไหนถึงจะไปตามแผนที่นั่นได้ ฮาาา

ทางอยู่ที่ปากค่ะ ไม่รู้ก็ต้องถาม เราเลยไปเข้าแถวรอที่ Tourist Information คิวเราได้เจอเจ้าหน้าที่คุณลุงหนวดงามใจดี 

คุณลุง: "มีอะไรให้ช่วยจ๊ะหนู"
เรา: "สวัสดีค่ะ คือหนูจะไปถนน Karlsruhe ต้องไปทางไหนเหรอคะ?"
คุณลุง: "อ้อ... เดินตรงไปทางนี้นะ พอออกไปแล้วเลี้ยวขวา แล้วก็เลี้ยวซ้าย แล้วก็เลี้ยวขวาอีกที"
เรา: "Vielen Dank!"
คุณลุง: "Bitte!"

...เดินออกไปแล้วเลี้ยวขวา แล้วเลี้ยวซ้าย... เดินออกไปแล้วเลี้ยวขวา แล้วเลี้ยวซ้าย... เดินออกไป...ไหนทางออกวะ? อ๋อ นั่นล่ะมั้ง...


พอเดินออกมานอกสถานีรถไฟก็ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็น มันคือเมืองแฟรงค์เฟิร์ตจริงๆ นะเว้ยแก แกมาถึงแล้ววววว >_<





เอาล่ะ... ไปหาที่พักกันเถอะ สิบโมงกว่าแล้ว เมื่อกี๊คุณลุง จนท. รถไฟบอกว่าไงนะ ...เดินออกมาแล้วเลี้ยวซ้าย แล้วเลี้ยวขวา... โอเค ไปทางซ้าย!


กะเหรี่ยงสาวเดินลากกระเป๋าพร้อมสะปายเป้สองใบไปตามฟุตปาทข้ามถนน แล้วก็เดินตามถนนไปเรื่อยๆ ไหนวะ...ไม่เห็นจะมีที่ให้เลี้ยวขวาได้เลย แอพ google map ก็ใช้ไม่ได้ เพราะไม่มีอินเตอร์เนต ยังหาที่ซื้อซิมมือถือไม่ได้ก็เลยต้องใช้แอพปากนี่แหละค่ะ


เดินไปซักพักเริ่มไม่ไหว ผ่านร้านอาหารร้านนึงมีพนักงานผู้ชายมีอายุหน่อยกวาดหน้าร้านอยู่ก็เลยเข้าไปถาม เอารูปแผนที่ที่แคปไว้ในมือถือให้เขาดู อ้อ ก่อนอื่นก็ถามก่อนว่าพูดภาษาอังกฤษได้มั้ย เขาบอก sure! ก็เลยถามว่าโรงแรมนี้อยู่ตรงไหน เขาดูซักพักก็บอกว่า แถวนี้ไม่มีนะ มีแต่โรงแรม x กับโรงแรม y โรงแรมนี้ไม่คุ้นเลย อยู่ด้านโน้นรึเปล่า?  

..........เอิ่ม..........


หรือเราจะเลี้ยวผิดทางวะ... (ก็เออน่ะเสะ!!!) งั้นเดินย้อนกลับไปทางเดิม ผ่านหน้าสถานีรถไฟอีกครั้งแล้วก็เดินเลยไปอีกด้านนึงของสถานี 


ภาพถ่ายหน้าตรงของสถานีรถไฟหลักแฟรงค์เฟิร์ตอัมไมน์ (แต่ถ่ายเอียง เอิ๊กกก) เขาว่าเป็นต้นตระกูลของสถานีรถไฟหัวลำโพงแห่งสยามประเทศหละ :)
ปล. คือใหญ่มาก และเลนส์กว้างสุดแค่ 16 มม. มิสามารถเก็บมาได้หมดจริงๆ T.T

รูปนี้ถ่ายตอนเดินย้อนกลับมาแล้ว เดินมาอีกฝั่งถนน



เดินมาได้ซักพัก เห็นป้ายรถเมล์ที่อยู่ในแผนที่แล้ว! ว่าแต่ทางที่จะให้เลี้ยวขวามันคือทางไหนวะ... พอดีเจอหนุ่มหล่อคนนึงเดินสวนมา (หล่อจริงๆ นะ แต่งตัวเท่ด้วย เสื้อเชิ้ตสวมคาร์ดิแกนทับแล้วเอาเสื้อโค้ทพาดแขนกระเป๋าหนังสะพายข้าง) เราก็เลยเข้าไปถามทาง

เรา: "ขอโทษค่ะ ช่วยอะไรหน่อยได้มั้ยคะ"
หนุ่ม: "เอ่อ...ได้ครับ แต่ผมมีเวลาไม่มากนะ ผมสายแล้ว"
เรา: "ค่ะ ถนนนี้มันต้องไปทางไหนอ่ะคะ" *ยื่นมือถือให้กดเบอร์ เอ้ย! ดูแผนที่!* :P
หนุ่ม: "เอ...ผมก็ไม่แน่ใจนะ แต่ดูจากแผนที่นี้ ถนนxxxอยู่ตรงนี้ งั้นน่าจะเป็นทางโน้นนะครับ"
เรา: "ขอบคุณมากค่ะ"
หนุ่ม: ยิ้มหวาน >//////<


เราลากกระเป๋าไปตามทางที่หนุ่มหล่อบอกแล้วในที่สุดเราก็เจอโรงแรมซะที!!!


พอเลี้ยวเข้าถนนเส้นเล็กๆ เข้ามาก็เห็นป้ายสีเขียวๆ นั่นแหละที่พักของเรา!





ถึงที่พักแล้ว ที่พักของเราคือ Pension Alpha Frankfurt City เราจองห้องเดี่ยว 3 คืน คือวันพุธ-ศุกร์ ราคารวม 3 คืน 144€ (แต่ละคืนราคาไม่เท่ากัน) รวมอาหารเช้าด้วย 




ตอนแรกเราตั้งใจว่าจะมาขอฝากกระเป๋าไว้ก่อน เพราะตอนจองมาเขาบอกว่าเช็คอินได้ตอนบ่ายสองและเรามาถึงตอน 11 โมง เดินเข้าไปก็พบคุณลุงหน้านิ่งใส่เสื้อเชิ้ตดูภูมิฐานนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ เราก็บอกว่าจองไว้เลยจะขอฝากกระเป๋าหน่อย แกก็ทำหน้าขรึมใส่แล้วบอกว่าเช็คอินได้เลย โอ้...สวรรค์ ลุงนิ่งถามด้วยเสียงห้วนๆ ว่าของเยอะมั้ย? ไม่มีคนยกกระเป๋านะ ห้องอยู่ชั้น 3 ไม่มีลิฟต์ด้วย... เหอะ กลัวที่ไหน ไม่รู้เหรอว่าเราถึก!



ลุงนิ่งหน้าตาไม่เป็นมิตรแถมพูดจาห้วนเหมือนทะเลาะกับเมียมาส่งกุญแจห้องให้เรา มันห้อง 202 ทำไมลุงบอกว่าอยู่ชั้น 3 วะ... สงสัยอาจจะไม่ได้เหมือนโรงแรมบ้านเรามั้ง ได้แต่คิดในใจ

อ้อ!!! เรื่องสำคัญ ก่อนจะเอากระเป๋าไปเก็บ เราบอกเขาว่าเราคือคนที่บอกให้เก็บจดหมายจาก DFB ไว้ให้ เขาก็อ๋อ แล้วก็หยิบซองตั๋วบอลมาให้ เยส! ได้ตั๋วซะที! 


พอเรียบร้อย ลุงนิ่งก็เดินนำเราไปข้างในไปอีกตึกหนึ่ง แกเดินไปส่งแค่หน้าประตูทางขึ้นซึ่งเป็นบันไดหนีไฟ (?) แล้วก็เดินกลับไป นี่ก็แบกเป้และกระเป๋าน้ำหนัก 15 กิโลขึ้นบันไดหนีไฟไปชั้น 3 โอ๊ยยยยย เหนื่อยมากกกกกกกก =..= (ไหนบอกว่าถึก?!) แล้วทำไมรู้มะ? ขึ้นไปถึงกุญแจห้องเปิดไม่ได้จ้าาา เราก็เลยลงมาชั้น 2 ลองไปไขห้อง 202 ดู 

แกร๊ก... 

ฮึ่มมมม อิลุงงงงงงงงงงงง! ห้องชั้น 2 แต่บอกว่าอยู่ชั้น 3 ให้ฉันแบกกระเป๋าหนักๆ ขึ้นไป 3 ชั้นเพื่ออออ??? >"<




ห้องอาหาร ที่อยู่ตรงหน้าล็อบบี้ ดูง่ายๆ ดี



ตาลุงนิ่ง นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ และประตูที่เห็นด้านหลังนั่นคือทางเดินไปอีกตึกหนึ่งข้างหลัง

เดินออกมาจากประตูนั้นก็จะเจอตึกนี้ ทางขึ้นห้องเราอยู่ด้านข้างทางขวา

ห้องสะอาดสะอ้านดี








เปิดประตูห้องเข้ามาแล้วพบว่ามี 2 เตียง ก็เลยเดินกลับไปหาลุงนิ่งอีกรอบ ถามว่าเราจองห้องเดี่ยวนะ แต่ห้องที่ให้ไปมันเป็นเตียงคู่ ถูกแน่นะ (กลัวต้องเสียตังค์เพิ่ม ไม่ใช่อะไร) ฮีก็บอกห้วนๆ เหมือนเดิมอีกว่า ก็ห้องเดี่ยวไม่มี ก็เอาห้องคู่ไปนั่นแหละ -"-


เป็นอันว่าได้เข้าห้องพักแล้วหลังจากผจญภัยมาครึ่งวัน นี่แค่ครึ่งวัน!? ฮ่าๆๆๆ ขอตัวไปอาบน้ำอาบท่าก่อนนะ


อาบน้ำเสร็จแล้วจะไปไหนต่อ...โปรดติดตามตอนต่อไป... ;)